สวัสดีค่ะ  เพื่อน ๆ ชาว Blog วันนี้เราก็มีเทคนิค การแต่งหน้า แบบเก๋ ๆ และ ง่าย ๆ มาฝากกันนะคะ

เริ่มตั้งแต่ เทคนิคการแต่งหน้า   วิธี กรีด อายไลเนอร์

การกรีดอายไลเนอร์นั้น  หากเป็นการแต่งหน้าธรรมดา  ก็เขียนแต่เพียงขอบตาบนก็พอ จะทำให้ขอบตาเราชัดขึ้น ทำให้ดูตากลมโตขี้นมากทีเดียวค่ะ

  • ก่อนอื่นให้เราหลับตาข้างที่ต้องการจะเขียนก่อนนะคะ
  • สำหรับขอบตาบนค่อย ๆ ลากเส้นอายไลเนอร์จากหัวตา ไม่ต้องติดหัวตามากนะคะ เว้นระยะไว้นิดนึง หรือ ลากมาจากเส้นขอบขนตา มายังหางตา และเขียนให้ติดขนตาให้มากทีสุด
  • เมื่อถึงหางตาก็ตวัดอายไลเนอร์ขั้นนิดนึง เพื่อให้หางตาดูสวยขึ้น
  • หากมีการเลอะของอายไลเนอร์ ให้ใช้คัดเติลบัชเช็ดอายไลเนอร์ที่เลอะออกได้ค่ะ แต่ต้องเร็วหน่อยนะคะ ก่อนที่อายไลเนอร์จะแห้ง
  • เพียงเท่านี้ คุณก็จะมีดวงตาคู่สวยได้แล้วค่ะ

ต่อไปมาถึงดวงตาหวาน ๆ กันนะคะ  เทคนิคแต่งหน้า  แต่งดวงตาให้หวานฉ่ำ

  • สีเทาและดำก็แต่งตาให้ดูหวานและกลมโตขึ้นได้ ด้วยการเพิ่มขนตาที่โดดเด้งเข้าไป แล้วลุคสโม้กกี้อ่อนๆ นี้ก็จะเหมาะกับวันสบายๆ ได้เหมือนกัน
  • ลงสีเทาให้ทั่วเปลือกตาจากหางตาเข้ามาถึงกึ่งกลางตาดำ
  • กรีดตาด้วยอายไลเนอร์สีดำชิดขอบตาล่างด้านใน และกรีดให้ชิดแนวขนตาบนด้วย
  • ลงอายแชโดว์สีดำทับรอยที่กรีดตาไว้ ไล้ให้ฟุ้งๆ โดยเริ่มสีเข้มจากหางตาแล้วช่วงหัวตาเกลี่ยให้สีอ่อนกว่า ไล่ตามแนวขอบตาล่างด้วย ตาจะดูหวานขึ้น
  • ดัดขนตา ปัดมาสคาร่าแล้วติดขนตาปลอม
  • ใช้อายไลเนอร์กรีดตาอีกครั้ง แล้วลงไฮไลต์สีขาวตรงหัวตาให้ดูสว่างขึ้น

เท่านี้ก็ได้ดวงตา หวาน ๆ กันแล้วหละค่า

เทคนิคแต่งหน้าให้ดูสดใส สวยวิ้ง ไปงานปาร์ตี้

จะไปงานปาร์ตี้กับเพื่อนสาวทั้งที  จะยอมสวยน้อยกว่าได้ยังไงกัน   เรามีเทคนิค การแต่งหน้าขั้นเทพมาฝากกันค่ะ

 

ก่อนอื่นเราก็ต้องลงรองพื้น  กัน ก่อนนะค่ะ  เพื่อให้หน้าเนียน ๆ ลงให้ทั่วใบหน้า และปาก (ลงรองพื้นที่ปากจะช่วยให้สีลิปสติกติดทนนานยิ่งขึ้น)  การลงรองพื้นให้เนียน  เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากนะคะ

ลงคอนซิลเลอร์  แก้ไขรูปหน้า  ลบส่วนที่เกิน  ให้ลงตามแนวขากรรไกร  สาว ๆ ที่มีแก้มยุ้ย  ให้ลงเข้าไปตามไรผมนะคะ

ลงเฉดดิ้งที่แก้ม  ใต้โหนกแก้ม   เกลี่ยให้เนียนกลืนกับสีรองพื้น  ค่อยๆ ไล่ตามแนวของโหนกแก้ม -ลงแป้ง

- ลงอายแชโดว์สีอ่อน  ลงให้ทั่วเปลือกตายันโหนกคิ้ว

 

- ลงครีมอายไลเนอร์สีดำบริเวณรอยพับตา  (สำหรับสาวตาโต)  ถ้าสาวตาตี่หรือตาเล็กให้ลงครีมอายไลเนอร์เลยรอยพับตาขึ้นมาเลยค่ะ

 

ลงสีไฮไลท์ใต้โหนกคิ้ว  ค่อยๆ  ไลท์ไปตรงหัวตา  เพื่อทำให้ตาดูสว่างสดใสขึ้นค่ะ

ปัดมาสค่าร่าขนตาบน-ล่าง  ดัดขนตา  (สาวๆ  หลายคนมีปัญหาปัดมาสคาร่าแล้วเลอะ  ให้รอมาสคาร่าแห้งสนิทก่อน  แล้วค่อยใช้คัทเตอร์บัตเช็ดออก  จะได้ไม่เป็นคราบดำๆ ให้ดูเลอะใบหน้านะคะ

ปัดแก้ม  ค่อยๆ ปัดตามพวงแก้ม  การปัดแก้มก็ไม่ควรเข้มมากจนเกินไปนะคะ ไม่งั้นจะหลายเป็นงิ้วไปได้

เขียนขอบปาก  ถ้าปากเล็กให้เขียนขอบปากเส้นนอก  ถ้าปากค่อนข้างหนาให้เขียนขอบปากเส้นใน  ทาลิปสติกสีออกชมพูๆ  ทับ

- ลงแป้งไฮไลท์  เพื่อทำให้หน้าดูกระจ่างใสขึ้น  ไลท์บริเวณหน้าผาก  ใต้ตา  สันจมูก  แนวคาง

- ใช้สีน้ำตาลอ่อน  ปัดคิ้วตามรูป  เพื่อไล่ฝุ่นแป้งออก  จะทำให้ดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

เท่านี้เราก็สวยกว่า เพื่อน ที่ไปงาน แน่นอนค่ะ

 

 

 

สังคมไทยจะต้องอยู่ร่วมกับธรรมชาติให้ได้ เพราะธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน การใช้เทคโนโลยีไปฝืนพลังแห่งธรรมชาติมากเกินไป การทาร้ายธรรมชาติ จะเกิดผลเช่นนี้เรื่อยไป

1. น้าท่วมแล้ว น้าลดแล้ว บ้านมีปัญหา เริ่มต้นที่ไหนดี

ความทุกข์ยากลำบากฉากแรกเพิ่งกำลังจะผ่านไปหลังนํ้าลด แต่ความทุกข์ใหม่ กำลังเข้ามาแทนที่ เพราะสภาพ ของบ้าน อันถือว่าเป็นหนึ่ง ในปัจจัย 4 ของเรา มีสภาพที่น่าอึดอัด น่าอันตรายและเป็นรอยแผลที่หลายคน อยากจะเมินหน้าหนี

หากคิดจะแก้ปัญหาบ้านหลังนํ้าท่วม เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าและปลอดภัยกว่าปัจจุบัน (แม้ไม่ สามารถ จะเปรียบเทียบ เท่ากับอดีต) แต่ผมก็มีคำแนะนำดี ๆ มาฝาก ดังนี้

1. อย่าซีเรียสว่า ทำไมน้ำถึงท่วม ราชการหรือรัฐบาลไปอยู่ที่ไหน เพื่อน ๆ ในถิ่นอื่นทำไมบ้านเขา นํ้าไม่ท่วม ฯลฯ เพราะนั่นไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหา “บ้านหลังนํ้าท่วม” ที่เรากำลังจะคุยกันในบันทึกนี้

2.) ทาการตรวจสอบด้วยจิตอันนิ่งๆว่า บ้านเราเกิดปัญหาใดเพิ่มขึ้นบ้าง เมื่อเปรียบเทียบกับ ก่อนนํ้าท่วม เช่นรั้วเอียง ปาร์เกต์ล่อน แมลงสาบหายไปไหน ค่าไฟเพิ่ม ฯลฯ และ ทำบันทึกไว้เป็นข้อ ๆ ให้อ่านง่ายจดจำง่าย (ภาษาฝรั่ง เขาเรียกว่าทำ Check List)

3.) ถามตนเองว่าสภาพการเงินเราเป็นอย่างไร มีเงินจะใช้สำหรับการซ่อมแซมเท่าไร (รวมถึง การกู้ยืม แหล่งอื่น แต่ไม่รวม การโกง บ้านกินเมือง) จะได้วางแนวทางการจ่ายเงินอย่างมีขีดจำกัด และมีความเป็นไปได้

 

2. น้าไม่ท่วมบ้าน แต่ท่วมถนนซอยหน้าบ้าน ต้องทาอะไรมั๊ยหนอ

นํ้าไม่ท่วมตัวบ้าน หรือแม้แต่บริเวณสนามหญ้าในบ้าน แต่ท่วมที่ถนนหน้าบ้านอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ก็ไม่น่าจะวางใจนัก เพราะ ส่วนที่บ้านเรากับทางสาธารณะ จะต้องเชื่อมประสานกันมากที่สุด และเรามักจะมองข้ามไปก็คือ “ท่อระบายน้า” ที่ถ่ายเทนํ้าจากบ้านเรา ระบายออกสู่ท่อระบายนํ้าของหลวง

ในยามที่นํ้าท่วมทางสาธารณะ แน่นอนนํ้าจะต้องท่วม ท่อระบายนํ้าของหลวงท่านด้วย นํ้าในบ้านเราก็เลยไม่ระบายออก แถมในทางกลับกัน นํ้าในท่อระบายนํ้าสาธารณะ อาจจะไหลกลับเข้าสู่บ้านเราได้

เมื่อมีการไหลกลับเช่นที่ว่า นอกจากจะพาเอานํ้าเข้ามาแล้ว ยังน่าจะพาเอาเศษดินโคลนต่าง ๆ เข้ามาด้วย เมื่อนํ้าค่อย ๆ ลดลง เศษดิน โคลน ก็จะกองติดอยู่ในท่อระบายนํ้าบ้านเรา ท่อระบายนํ้าบ้านเราที่เล็กอยู่แล้ว ก็จะเกิดอาการอุดตัน หรือมีพื้นที่ว่างเหลือน้อยกว่าปกติ แนวทางในการแก้ไขและข้อควรจะระวัง น่าจะมีดังต่อไปนี้

 

1. หากเป็นท่อระบายน้าระบบมีฝาเปิดตลอดแนว ก็เปิดฝาแล้วตักไอ้เจ้าดินโคลนเศษขยะนั้นออก

2. หากเป็นท่อระบบไม่มีฝาเปิดตลอด ก็เอาไม้ยาว ๆ ควานดู (แบบที่เขาขุดลอกท่อระบายนํ้าของ กทม. นั่นแหละครับ) หากทำไม่ได้ ทำไม่เป็น ทำไม่ไหว ขี้เกียจทำ ก็ไปจ้างคนอื่นเขาทำ แต่ขอร้องเถอะครับ อย่าเอาตัวมุดลงไป ในท่อแล้วทำเอง เพราะอาจไม่ได้กลับออกมา

3. อย่าพยายามใช้น้าฉีด เพราะจะเปลืองนํ้ามากและยังคงทำความสะอาดท่อลำบาก แถมยังทำบาปกับคนอื่นเขา เพราะ เจ้าเศษโคลน ทั้งหลายจะระบายลงสู่ ท่อสาธารณะ ทำให้ท่อของหลวงท่าน อุดตันตื้นเขิน …อันเป็น สาเหตุ หนึ่ง ที่ทำให้นํ้าท่วมบ้าน ท่วมเมือง เนื่องจากระบายนํ้าไม่ได้ อย่างที่น่าจะเป็น

4. เมื่อทาการกวาดล้างเสร็จแล้ว ลองตรวจสอบอีกครั้งดูว่าระดับนํ้าในท่อระบายนํ้าเรานั้นไหลไปทางไหน ขอให้แน่ใจว่า จะไหลออกจากบ้านเรา สู่ท่อสาธารณะ หากยังไหลกลับทางกัน กรุณากลับไปอ่าน ข้อที่หนึ่งใหม่

5. หากหน้าบ้านท่านไม่มีท่อระบายน้าสาธารณะ ก็ให้ตรวจสอบว่านํ้าไหลไปทางไหน ระบายออกทางไหน และให้ถือว่า จุดที่นํ้าระบายออก จากบ้านเรา เป็นทางสาธารณะไปก่อน (หวังว่าบ้านท่านคงจะ ไม่ระบายนํ้า สะเปะสะปะ ผิดกฎหมายนะครับ)

 

3. รั้วคอนกรีตที่แข็งแรงของผม ต้องตรวจดูอะไรหลังน้าลดไหม

นํ้าคือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของธรรมชาติ และธรรมชาติเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เกินกว่าที่มนุษย์จะไปท้าทายแข่งขัน รั้วคอนกรีตของท่าน คงจะไม่สามารถฝืนกฎนี้ได้

ปัญหาที่อาจจะเกิดกับรั้วของท่านก็เป็นเรื่องจากยามนํ้าท่วม ดินที่ฐานรั้วท่านอาจจะอ่อนตัวลง ความสามารถในการ รับนํ้าหนัก อาจจะน้อยลง หรือระดับที่ดินในบ้านกับนอกบ้านท่านมีระดับแตกต่างกัน ยามเมื่อนํ้าที่ท่วมลดลง อาจจะเกิดแรงดูด ทำให้รั้วของท่าน เอียงไปก็ได้ หรือในขณะที่นํ้าท่วมรั้วของท่าน อาจต้องทำหน้าที่เป็น “เขื่อน” ที่ต้องรับนํ้าหนักนํ้าเป็นอย่างมาก ความสามารถในการรับนํ้าหนักอาจ “คลาก” ความแข็งแรงลดลงไปได้ ดังนั้นเพื่อความมั่นใจกรุณาตรวจสอบ และหาแนวทางแก้ไขดังนี้

1. ใช้สายตาของท่านเล็งดูว่ารั้วของท่านยังตั้งฉากอยู่ดีหรือไม่ หากมีการเอียงเล็กน้อยก็เอาไม้คํ้ายันด้านที่เอียงออก เอาไว้ก่อน มีสตางค์เมื่อไรก็รีบซ่อมทันที

2. หากตรวจสอบแล้วปรากฏว่ารั้วของท่านเอียงมาก เอียงจนแนวออกหรือจะออกนอกแนวศูนย์ถ่วง (C.G.) ต้องรีบซ่อมแซมทันที (โดยช่างก่อสร้าง ที่พอจะมีความรอบรู้) หากยังไม่มีงบประมาณ ก็ต้องคํ้ายันไว้ อย่างแน่นหนามาก ๆ เพราะนํ้าหนักรั้วที่แข็งแรงของท่านนั้นหนักมาก (ไม่เชื่อลองไปนอนให้รั้วพังทับดูก็ได้ไม่ว่ากัน)

3. หากรั้วของท่านมีคานคอดิน (คานตัวล่างสุดที่อยู่ใกล้ระดับดิน) รับน้าหนักรั้วอยู่ พอนํ้าลดลง นํ้าอาจพาดิน ใต้คานคอดินของท่าน ออกไปด้วย ก็จะเกิดรูโพรงใต้คานรั้วของท่าน อันอาจเป็นเหตุให้สัตว์ต่าง ๆ เดิน -วิ่ง -มุด -เลื้อย เข้าไปในบ้าน ของท่านได้ หรือไม่ก็ทำให้ดินของท่านไหลออกจากบ้านสู่ทางสาธารณะไปเรื่อย ๆ ภายหลัง (อันทำให้ดินของท่าน หมดสนาม และถนนสาธารณะต้องสกปรก) ก็ขอให้เติมดินอัดกลับเข้าไป ให้คงเดิม

4. นอกจากจะตรวจดูที่รั้วบ้านแล้ว ท่านน่าจะต้องตรวจดูที่ประตูรั้วท่านด้วย เพราะประตูส่วนใหญ่ จะทำด้วยเหล็ก หรือไม้ (พวกอัลลอยด์ไม่ค่อยเป็นอะไร ยกเว้นบริเวณบานพับหรือกลอนที่อาจจะทำด้วยเหล็ก) อาจมีอาการผุกร่อนได้ ทำให้บานประตูไม่สามารถปิดได้เหมือนเดิม หรืออาจจะหลุดออกมาทั้

 

4. ช่วยด้วย ต้นไม้บ้านหนู เขากาลังจะตายกันหมด

นํ้าท่วมคราวนี้คร่าชีวิตต้นไม้ไปมากมาย ทั้งพืชทางเศรษฐกิจและพืชที่เราปลูกกันไว้ในบ้าน หากบ้านใดนํ้าท่วมเป็นเวลานาน ต้นไม้ต้นหญ้าขนาดเล็ก จะต้องตายหมดแน่นอน แนวทางการแก้ไขก็คือ ต้องเริ่มต้นปลูกกันใหม่ (ต้นไม้เขาตายไปแล้ว เรามิใช่เทวดาที่จะเรียก ให้เขาฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้) แต่ต้นไม้บางต้นที่ยังไม่ถึงที่แต่ก็กำลังจะถึงที่ตาย มีแนวทางที่ เรา จะช่วยเหลือเยียวยาเขาได้ ลองทำดังนี้ดูนะครับคุณหนู

1. อย่าให้ปุ๋ยเด็ดขาด (ทั้งปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ปุ๋ยธรรมชาติ หรือปุ๋ยนางงามจักรวาล) เพราะนํ้าท่วมทำให้รากต้นไม้ อ่อนแอ เขาต้องการ เวลาพักฟื้นตัว ไม่ใช่ต้องการปุ๋ย (อย่างคนอาการโคม่า ย่อมไม่ต้องการรับประทาน สเต๊ก เนื้อสันฉันนั้น)

2. ขุดหลุมเล็กขนาดลึกสัก 50 ซม. ถึง 1 เมตร ไว้ข้าง ๆ ต้นไม้นั้น เพื่อให้นํ้าที่ขังอยู่บริเวณรากไม้ไหลลงสู่หลุมที่เราขุด เป็นการช่วยอาการรากสำลักนํ้าได้ แล้วก็คอยเอาเครื่องดูดนํ้าเล็ก ๆ (ภาษาชาวบ้านเรียกเจ้าเครื่องนี้ว่า ไดรโว่ ราคาประมาณ สองถึงสามพันบาท) คอยสูบนํ้าออก แต่หากไม่มีกะตัง จะซื้อเครื่องสูบนํ้านี้ ก็ต้องออกแรงขุดหลุม กว้างหน่อย (อย่ากว้างมาก จนต้นไม้เขาล้ม) แล้วใช้ขันหรือถังค่อย ๆ เอื้อมมือตักนํ้าออก

3. หากเห็นว่า รากต้นไม้ไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะยึดลาต้นเอาไว้ กรุณาอย่าอัดดินลงไปให้แน่นเป็นอันขาด ต้นไม้เขาจะรีบ ๆ ตาย ทันที ให้ใช้วิธีดามหรือคํ้ายันลำต้นเอาไว้แทน รอจนรากเขาแข็งแรงเหมือนเดิม แล้วจึงเอาไม้ดามไม้คํ้ายันออก

4. ขอให้หนูโชคดีในการรักษาต้นไม้เอาไว้ หากโชคร้ายเขาต้องตายจากไป กรุณาปลูกขึ้นมาใหม่ เพราะต้นไม้หนึ่งต้น ขนาดต้นมะม่วงบ้านเรา จะถ่ายเทความร้อนได้เท่ากับเครื่องปรับอากาศ 1 ตัน แถมยังมีร่มเงาให้เราอีก ผลิตอากาศบริสุทธิ์ ให้เราใช้ กรองเสียงและกรองฝุ่นออกจากตัวบ้านเรา เราจะได้ใช้ไฟฟ้าให้น้อยลง ประเทศเราจะได้ไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่าสร้างเขื่อน และน้าก็จะท่วมประเทศไทยน้อยลง เราก็จะลำบากน้อยลง

 

5. ปาร์เกต์บ้านดิฉัน กลายเป็นปลาลอยน้า น่าปาทิ้งมั๊ยคะ ?

ก่อนอื่นต้องขอภาวนาว่าพื้นปาร์เกต์ที่บ้านคุณนั้น เป็นปาร์เกต์พื้นชั้นล่าง ไม่ใช่ปาร์เกต์พื้นชั้นบน แต่ที่ว่าน่าจะปาทิ้งหรือไม่นั้น ผมขออนุญาต เล่าและอธิบายดังนี้

1. ปาร์เกต์เป็นไม้ซึ่งอยู่ได้ด้วยกาว ดังนั้น พื้นปาร์เกต์จึงเป็น พื้นที่อ่อนแอ กับอาการ นํ้าท่วม อย่างยิ่ง เพราะทั้งไม้ ก็จะบวมขึ้นมา กาวก็จะหลุดล่อน ดังนั้นเมื่อ นํ้าท่วมพื้นปาร์เกต์ก็ต้องมีปัญหาแน่นอน อย่าไปโทษช่างทำปาร์เกต์ หรือ อย่าไป คิดอะไรมาก

2. หากน้าท่วมสัก 5-7 วัน นอกจากปาร์เกต์จะหลุดล่อนลอยนํ้า ปูดโปนขึ้นมาแล้ว ยังจะมี อาการ “บูดเน่า” ให้เกิดกลิ่นเหม็น และอาจ เป็นอันตราย น้อย ๆ หากต้อง สูดดมอยู่ตลอด ทั้งวันทั้งคืน

3. หากปาร์เกต์เปียกน้าสักเล็กน้อย ไม่ถึงกับหลุดล่อนปูดโปนไม่ต้องทำอะไรมาก เช็ดทำความสะอาด แล้วปล่อยทิ้งไว้ เปิดหน้าต่าง ประตู ให้อากาศถ่ายเท ความชื้นออกไป ไม่กี่วันปาร์เกต์ก็อาจเข้ารูปเดิมปกติได้ แต่มีข้อที่น่าคิดก็คือ อย่าเอานํ้ามัน หรือแลคเกอร์ หรือแว็กซ์ ไปทาทับตอนที่ปาร์เกต์ยังชื้นอยู่ เพราะ สารเหล่านั้น จะไปเคลือบ ผิวไม้ ทำให้ความชื้น ในเนื้อไม้ (และเนื้อพื้นคอนกรีต ใต้ปาร์เกต์) ไม่ระเหยออกมา

4. หากปาร์เกต์มีอาการหนัก บิดงอ ปูดโปน เบี้ยวบูด ผุกร่อน เหม็นเน่า…กรุณาอย่าเสียดาย กรุณาเลาะออกมา หากเลาะออกมาแล้ว ยังอยู่ในสภาพดี ก็ผึ่งลมเอาไว้ให้แห้ง เผื่ออาจมีประโยชน์ในวันหลัง

5. หากเลาะพื้นปาร์เกต์ออกมีข้อคิดว่า หากจะปูอะไรทับแทนก็ต้องระวังเรื่องนํ้าหนักของวัสดุที่จะปูแทนนั้น ว่าหนักมากไหม หากหนักมาก ก็ต้องดูระบบโครงสร้างบ้านเราด้วยว่ามีความแข็งแรงไหม (ถามช่างผู้รู้ ให้ช่วย ดูก็ได้) เพราะปาร์เกต์นั้น เป็นไม้ นํ้าหนักเบา พื้นที่หนึ่งตารางเมตร อาจจะหนักเพียง 5 กิโลกรัม แต่พื้นหินอ่อน หรือแกรนิต นํ้าหนักรวมปูนทราย ที่ใช้ปู หนึ่งตารางเมตรอาจหนักตั้ง 120 กิโลกรัม

6. หากจะปูปาร์เกต์เช่นเดิม (เพราะชอบความเป็นไม้ที่ให้ความนุ่มนวล) หรือปูวัสดุอื่นที่ใช้ “กาว” เป็นตัว ประสาน กรุณาอย่า ปูทับลงทันที ต้องรอ ให้พื้นคอนกรีตแห้งก่อน (อาจใช้เวลาเป็นเดือน) แล้วจึงปูลงไปได้ ไม่เช่นนั้น รับรองว่าปูเท่าไรลงไป ก็ล่อนออกมาเท่านั้น

6.. ปลั๊กไฟบ้านผม น้าท่วมไม่เป็นไร น้าลดจะเป็นไรมั๊ย ?

แม้คำถามของคุณออกจะกวนกวนอยู่บ้าง แต่เราก็พยายามเข้าใจและเห็นใจ ว่าในขณะที่ นํ้าท่วม นั้นท่านปิดวงจรไฟฟ้าทั้งบ้าน (ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ปิดคัทเอ๊าท์) นํ้าท่วมก็คงไม่เป็นไรอยู่แล้ว เพราะไม่มีกระแส ไฟฟ้าเดิน แต่พอ นํ้าลด อยากจะเปิดไฟใช้ คงหวั่นเกรงเหมือนกัน ว่าจะเป็นอย่างไร เอาละ ครับ ผมขอสรุป แนวทาง ดังนี้ดีกว่า

1. ลองเปิดคัทเอ๊าท์ให้มีกระแสไฟฟ้าเข้ามา (อย่าลืมต้องมีฟิวส์ที่คัทเอ๊าท์เสมอ) หากปลั๊กหรือจุดใดจุดหนึ่งยังชื้น หรือเปียกอยู่ คัทเอ๊าท์จะตัดไฟและฟิวส์จะขาด ลองเปลี่ยนฟิวส์แล้วทิ้งไว้สัก 1 วัน ให้ความชื้นระเหย ออกไปบ้าง แล้วดำเนินการใหม่ หากคัทเอ๊าท์ยังตัดไฟเหมือนเดิม กรุณาตาม ช่างไฟฟ้า ผู้รู้เรื่องมาแก้ไข (เสียเงินบ้างก็เป็นเรื่องจำเป็น) ดีกว่าเอาชีวิตเสี่ยงต่อไป

2. หากผ่านข้อที่ 1 ลองทดสอบเปิดไฟฟ้าทีละจุด และทดสอบกระแสไฟฟ้า ในปลั๊ก แต่ละอันว่ามี ไฟฟ้ามาปกติ หรือไม่ (อาจหาซื้อ อุปกรณ์ตรวจ กระแสไฟฟ้า ขนาดเล็ก จาก ห้างไฟฟ้าทั่วไป รูปร่างหน้าตาคล้ายไขควง มาเสียบทดสอบดูก็จะสะดวกดี) หาก ทุกจุดทำงาน ปกติก็ถือว่า สบายใจได้ไปอีกระดับหนึ่ง หากมีปัญหา บางจุด ก็อาจรอสักนิดให้ความชื้นระเหยออกเช่นข้อแรก (แต่หากพอมีเงิน กรุณาอย่าเสี่ยงเลยครับ)

3. ดับไฟทุกจุดในบ้าน ปลดเครื่องใช้ไฟฟ้าออกทั้งหมด แต่ยังคงเปิดคัทเอ๊าท์เอาไว้ แล้ววิ่งไปดู มิเตอร์ไฟฟ้าหน้าบ้านว่าเคลื่อนไหวหรือไม่ (อาจต้องรอสักพักโดยการจดตัวเลข หรือใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปไว้) หากไม่เคลื่อนไหวแสดงว่า ไฟฟ้าในบ้านเราไม่น่าจะรั่ว แต่หากมิเตอร์หมุนแสดงว่า ท่านยังปิดการใช้ไฟฟ้าในบ้านท่านไม่หมด หรือไฟฟ้า ตามสาย ตามท่อ ตามจุด บางจุดในบ้านท่าน อาจจะรั่วได้รีบตามช่างไฟมาดูแล

4. เรื่องไฟฟ้านี้เป็น เรื่องของผู้ใหญ่ ไม่ใช่เรื่องของเด็กเป็นเรื่องของคนขี้ขลาด ไม่ใช่เรื่องของผู้กล้าหาญ ดังนั้นกรุณาอย่าประมาท

7.. น้าลดแล้ว ประสาทเสียมาก พอมีกะตัง ทายังไงกับระบบไฟฟ้าดี

ถือว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่ยังนับว่าโชคดีกว่าประชาชนอีกมาก ในประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา เพราะ ระบบไฟฟ้า เป็นสิ่งจำเป็นกับการดำรงชีพ แต่มีอันตรายสูง และเข้าใจยาก ตรวจสอบยาก เพราะเรา ไม่สามารถเห็น “ตัวกระแสไฟฟ้า” ได้เลย หากคุณพอจะมีงบประมาณ ในการปรับเปลี่ยน ระบบไฟฟ้า ในบ้านหลังนํ้าท่วม เราขอแนะนำดังต่อไปนี้

1. หากมีงบประมาณน้อย ตัดปลั๊กไฟที่อยู่ระดับต่า ๆ ในบ้านออกให้หมด (อาจจะตัดทิ้งเลย หรือจะเลื่อนตำแหน่งปลั๊ก นั้นขึ้นไปอยู่สูงกว่าพื้นห้องสักระดับ 1.10 เมตร ก็ได้)

 

2. หากพอจะมีงบประมาณบ้าง ให้แยกวงจรไฟฟ้าออกเป็น 2 วงจร คือวงจรที่อยู่ด้านล่าง (ที่ซึ่งนํ้า อาจจะ ท่วมได้) และวงจรที่อยู่สูง ๆ (ที่นํ้าไม่อาจท่วมถึง)

 

3. หากมีงบประมาณหนักขึ้นไปอีก แยกวงจรไฟฟ้าออกเป็น 4 วงจร วงจรแรกสำหรับปลั๊กด้านล่าง (ยามนํ้าท่วม) วงจรที่สอง เป็นวงจรสำหรับจุดที่ใช้ไฟฟ้าทั่ว ๆ ไป (ที่นํ้าไม่ท่วม) จุดที่สาม สำหรับเครื่อง ปรับอากาศ (หากมี) เพื่อกันอาการไฟกระตุกเมื่อเครื่องปรับอากาศทำงาน จุดสุดท้ายเอาไว้ในครัว เพื่อยามออกจากบ้านนานนาน อยากปิดคัทเอ๊าท์ จะได้ไม่ต้องปิดหมด เพราะปิดหมดเจ้าตู้เย็นในครัว ก็จะหยุดทำงาน อาหารในครัวก็เน่าเสียหมด หรือยามเราไม่อยู่บ้าน อาจปล่อยทั้งกิจกรรม การใช้ไฟฟ้า ไว้เพียงในครัวเท่านั้น

 

4. หากมีงบประมาณมากขึ้นไปอีก แยกวงจรให้มากเข้าไปอีกก็ได้ อาจแยกเป็นวงจรชั้นบน วงจรชั้นล่าง วงจรนอกบ้าน ฯลฯ (โดยยังยึดถือ วงจรตามข้อ 3 อยู่) แต่หากจะแยกวงจรมาก ๆ ดังนี้ และมีงบประมาณมาก ตามที่บอก น่าจะว่าจ้างวิศวกรไฟฟ้าเข้ามาคำนวณ จะประหยัด และปลอดภัยกว่า

 

ปล. ขอแถมนอกเรื่องนํ้าท่วมนิดเดียวครับว่า “อย่าเดินสายไฟกับสายสัญญาณต่างๆ เช่นโทรศัพท์ ทีวี ฯลฯ รวมไว้ด้วยกัน เพระสายไฟจะมีคลื่นแม่เหล็กไปรบกวนสัญญาณ ทำให้การรับสัญญาณไม่ชัดเจน

 

 

 

 

8.. งูเงี้ยวเขี้ยวขอตะกวดแย้มังกรกิ้งกือ หนีน้ามาอยู่เต็มบ้านเลย

กรณีมีสัตว์ที่เราไม่พึงประสงค์เข้ามาอยู่ในบ้านของเรา คงจะต้องค่อยๆแยกประเภทสัตว์ต่างๆออกเป็นประเภทเสียก่อน เพราะสัตว์เหล่านั้นไม่มีสูตรสำเร็จที่จะจัดการให้หมดไปได้ด้วยวิธีเดียวกัน ซึ่งอาจจะแยกเป็นประเภทและการดำเนินการได้ดังนี้

1. สัตว์เลื้อยคลานที่มีขนาดใหญ่พอควร ทั้งที่มีพิษและไม่มีพิษ เช่น งู ตะกวด จระเข้ ฯลฯ อะไรทำนองนี้ อย่าพยายามไปจับหรือจัดการเอง ทำการป้องกันบ้านและป้องกันตัวไม่ให้พวกเขามาทำอันตรายเรา (เราในที่นี้หมายถึงสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราด้วยนะครับ) ให้ติดต่อหน่วยราชการอาสา มาจัดการสัตว์ร้ายเหล่านี้

2. สัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก ที่ไม่มีพิษ เช่น กิ้งกือ ไส้เดือนกิ้งก่า จิ้งเหลน ฯลฯ ก็ปล่อยเขาไว้ได้ บางท่านอาจจะรังเกียจ แต่ก็ทนนิดๆไว้ก่อน เอาเขาไปปล่อยในที่ที่สมควรปล่อย (ไม่รบกวนใคร)ก็ได้ หรืออาจจะปล่อยเขาเอาไว้เฉยๆก็ได้ ไม่นานเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็จะหายไปเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากเขาเข้ามาในตัวบ้านเราโดยผ่านทาง “รู” ต่างๆในบ้านเรา ก็ต้องจัดการเอาเขาออกไปนะครับ

3. แมลงต่างๆ ตั้งแต่ยุง แมงมุม ฯลฯ หรือแม้แต่มด ต้องไม่ให้เข้ามาในบ้านเรา ต้องพยายามปิดประตูหน้าต่าง ปิดรู ให้ดีเท่าที่จะทำได้ และคงต้องจัดการให้หมดไปตามปกติธุระ

4. แมลงพิเศษ “ปลวก” ตอนนี้เขาคงยังไม่มา แต่อาจจะมาในอนาคตได้ ตอนนี้ยังไม่ต้องจัดการอะไร แต่พึงระวังไว้ว่า เมื่อนํ้าลดไปไม่นาน จะต้องมีการป้องกันปลวกให้ดี เพราะโอกาสที่เขาจะมามีมากพอควรเลยครับ)

5. สัตว์เลี้ยง หรือสัตว์ที่ไม่เป็นอันตรายที่หลงทางมา เช่น สุนัข แมว หรือแม้กระทั่ง ม้า ก็น่าจะดูแลเขาในระยะแรกก่อน เพราะชีวิตเขาก็คงลำบากอยู่เหมือนกันในขณะนํ้าท่วม แล้วหลังจากนั้นค่อยพิจารณาว่าเราจะต้องทำอย่างไรต่อไป (เช่นหาเจ้าของเดิม หาเจ้าของใหม่ ฯลฯ) อย่าเพิ่งไล่เขาออกไปไหนเลย ถือว่าทำบุญสร้างบุญกันครับ

9.. ส้วมเหม็น ส้วมเต็ม ส้วมราดไม่ลง ส้วม ส้วม ส้วม ส้วม

หลังนํ้าท่วม นอกจากปัญหาใกล้ตัวเรื่องระบบไฟฟ้า และวัสดุปูพื้นที่ถูกนํ้าท่วมจะเป็นปัญหาที่พบเห็นเสมอ แล้ว เรื่องส้วม ๆ ดูจะเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าและหนักหนากว่ามาก เพราะเราไม่มีที่ จะถ่ายทุกข์ ทุกข์เลยบรรจุ อยู่เต็มตัวเรา พอเราถ่ายทุกข์ออกมาหน่อยทุกข์นั้นดันไม่ย่อยสลาย บ้านเรา ก็เลยมีทุกข์ ลอยตุ๊บป่องตุ๊บป่อง เต็มไปหมด

เมื่อนํ้าลดแล้ว ส้วมของบางท่านอาจจะยังคงมีปัญหาอยู่ บ้างอาจจะเป็นปัญหาดั้งเดิม บ้างก็เป็นปัญหา เกิดใหม่ บ้างก็จะ สอดประสานกลมเกลียวกัน ทั้งปัญหาเก่าและปัญหาใหม่ ผมใคร่ ขอสรุปรวมความ ปัญหาแห่งส้วม ออกเป็นข้อย่อย ๆ ได้ 8 ประการ (ทั้งปัญหาเก่าและปัญหาใหม่) ดังต่อไปนี้

1. หากส้วมของท่านเป็นระบบบ่อเกรอะ-บ่อซึม (หมายถึงเมื่อของเสียย่อยสลายแล้ว จะซึมผ่านสู่พื้นดิน ระบบนี้เป็นระบบ ที่นิยมกันทั่วประเทศ เป็นเวลานาน) แล้ว บ่อซึม ของท่าน วางอยู่ ใน บริเวณที่พื้นดินชุ่มฉํ่า (อาจจะเพราะนํ้าท่วมก็ได้) สิ่งที่เกิด ก็คือบ่อซึม ไม่ยอมซึมนํ้าออก (แถมยามนํ้าท่วม นอกจากนํ้า จะไม่ไหลออก จากบ่อซึม นํ้าที่ท่วม จะไหลย้อนเข้ามาในบ่อ และระบบย่อยสลายอีกด้วย) ปัญหาที่ตามมา ก็คืออาการ “ตุ๊บป่อง” ราดส้วมไม่ลง ใช้ส้วมไม่ได้ ส้วมจะเต็มบ่อยนั่นเอง แก้ไขได้ 2 ประการคือ หากพื้นดินชุ่มฉํ่า เพราะนํ้าท่วม ก็ขอให้รอสักนิด ให้พื้นดินแห้งสักหน่อย แต่หากพื้นดินชุ่มฉํ่าชื้น ตามธรรมชาติของพื้นที่ ก็กรุณาเปลี่ยนระบบ มาใช้เป็นระบบเครื่องกล สำหรับ ย่อยสลาย (ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ถังส้วมสำเร็จ) ซึ่งจะทำหน้าที่ ย่อยสลายปฏิกูล ต่าง ๆจนเป็น นํ้าสะอาด แล้วก็ปล่อยลง ท่อระบายนํ้าสาธารณะ ได้โดย ไม่ผิด กฎหมาย

 

2. หากโถส้วมอยู่ระดับต่ากว่าหรือใกล้เคียงกับระดับบ่อเกรอะ หรือถังส้วมสาเร็จรูป ทำให้ระนาบ ของท่อส้วม ไหลไม่สะดวก หรือบางครั้ง อาจจะมีอาการ ไหลย้อนกลับ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยามนํ้าท่วม ทำให้ระดับนํ้า ณ ถังส้วม อาจสูงกว่า ระดับโถส้วม) ทำให้เกิดอาการ ราดไม่ลง หรือตอนกดนํ้า ราดนํ้าที่โถส้วม ทำให้ในโถส้วม มีแรงดัน สูงมากขึ้น หากนํ้าไม่สามารถ ไหลลงไปได้ ก็จะเกิดอาการ แรงดันย้อนกลับ ทุกข์ทั้งหลายของเราจะกระฉอกขึ้นเปรอะเปื้อนได้

 

 

3. อาจเกิดเพราะท่อส้วมแตกและอาจไปฝัง (หรือเกือบจะฝังในพื้นดิน) ทำให้เกิดกลิ่นเหม็น และราดส้วมไม่ลง หรือบางครั้ง เกิดอาการ ที่ตัดสินใจยาก เพราะบางครั้งราดลง บางครั้งราดไม่ลง เพราะไปเกี่ยวข้อง กับสภาพแวดล้อม อย่างมาก หากกรณีนี้เกิดขึ้นในขณะนํ้าท่วม ยิ่งตัดสินใจยาก เพราะวันไหน ทุกข์ของเรา มีนํ้าหนักมาก วันนั้นก็อาจจะราดไล่ลงไปได้ วันไหนทุกข์ของเรา มีมวลน้อย มีนํ้าหนักน้อย ทั้งเสือกไสไล่ ราดเท่าไรก็ดื้อ ไม่ยอมลงสักที

 

4. บางท่านอาจจะลืมใส่ท่ออากาศให้ส้วมหายใจ เวลาราดนํ้าจะราดไม่ลง (เหมือนกับพยายาม กรอกนํ้าใส่ขวด โดยไม่มีช่องอากาศ เหลือเลยที่ปากขวด จะกรอกนํ้าไม่ลง) บางบ้าน อาจจะมีท่ออากาศ แต่ท่ออากาศอาจอุดตันได้ ไม่ว่าจะเกิดจากความสกปรก หรือเกิดจาก เศษผง เล็กลอยมาอุด ตอนที่นํ้าท่วมก็ได้

 

5. ขนาดของบ่อเกรอะบ่อซึม หรือถังบาบัดสาเร็จขนาดเล็กเกินไป หลายครั้งพบปัญหา เพราะใช้อาคาร ผิดประเภท เช่นออกแบบไว้ ให้มีคนในบ้าน 5 คน แต่พอใช้จริง ใช้เข้าไปตั้ง 8-9 คน ปริมาณทุกข์ต่าง ๆ จึงมากกว่า ที่เคยคำนวณเอาไว้แต่แรก ถังส้วมจะเต็มบ่อยเต็มเร็ว เพราะมีช่องว่างน้อย ถ้าเป็นระบบบ่อซึม ก็มีพื้นผิวการซึมนํ้าออกน้อย นํ้าจึงซึมออกไม่ทัน

 

6. ท่านอาจใส่สิ่งของที่ไม่น่าจะใส่ลงในโถส้วม หรือสิ่งของบางอย่างอาจจะลอยมากับนํ้าท่วม เช่นแผ่นผ้าอนามัย ถุงยางอนามัย ถุงมืออนามัย หรือ แปรงขัดส้วมอนามัย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ จะไม่ย่อยสลาย และเป็นสาเหตุ แห่งการอุดตัน

 

7. ถังบาบัดสาเร็จบางรุ่นบางยี่ห้อ ต้องใช้เครื่องมือกลเข้าปั่นอากาศเข้าไปช่วยการย่อยสลาย ซึ่ง อุปกรณ์เหล่านี้ ต้องใช้กระแสไฟฟ้า เป็นตัวหนุนมอเตอร์ ในขณะที่นํ้าท่วม ท่านอาจจะปิดไฟฟ้าไว้ ดังนั้น หากจะถ่ายทุกข์ อย่างมีความสุข อย่าลืมเสียบปลั๊กไฟฟ้ากลับเข้าที่เดิมนะขอรับ (เขาเรียกว่าเส้นผมบังส้วม)

 

8. ถังบาบัดสาเร็จทุกยี่ห้อ จะต้องมีท่อให้น้าไหล ออกจากถังบำบัดสู่ท่อระบายนํ้าในบ้านเรา หรือสู่ท่อสาธารณะ จะต้องตรวจเช็คว่า ระดับของท่อที่ออกจากถังบำบัด

ว่าต้องสูงกว่าระดับท่อระบายนํ้าเสมอ มิเช่นนั้น จะเกิดอาการ ไหลย้อนกลับอีกแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

10.. ผมต้องตรวจสอบอะไรเกี่ยวกับระบบประปาบ้าง

ระบบประปาเป็นระบบที่เหมือนกับไม่มีปัญหา เพราะเหตุเกิดจากนํ้าท่วม แต่หากมองข้ามไป อาจทำให้คุณ สูญเสีย ชีวิต อันเป็นที่รักยิ่งไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่มีระบบประปา ที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ ขอแนะนำ การตรวจสอบดังต่อไปนี้

1. คุณมีบ่อน้าใต้ดิน หรือถังเก็บพักน้าที่อยู่ในระดับที่น้าท่วมถึงหรือไม่ หากคุณมี ก็ขอให้นึกเสมอว่า นํ้าที่ท่วมถึงนั้น มิได้สะอาด เหมือนนํ้าประปา (กรุณาอย่าฉุนเฉียว กลับว่านํ้าประปาบ้านเรานั้น แสนจะ ไม่สะอาด) ขอให้ทำการล้างถังนํ้า ที่นํ้าท่วมถึง ให้สะอาดทั้งภายนอกภายใน (หากเป็นบ่อใต้ดิน ล้างเฉพาะ ภายในถัง ภายนอกคงไม่ต้องล้างกระมังครับ) อย่าเสียดายแรงงาน หรือเสียดายนํ้าเลยนะครับ

 

2. บ้านที่มีระบบปั๊มน้า กรุณาตรวจสอบอุปกรณ์ปั๊ม รวมถึงถังอัดลมว่าอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดี การตรวจสอบ ขั้นต้น อาจจะตรวจสอบ จากเสียงเครื่องจักรทำงาน ว่าผิดปกติหรือไม่ ตรวจสอบแรงดันนํ้า ว่าเหมือนกับสมัยที่ นํ้าไม่ท่วมหรือไม่ ตรวจสอบ ถังลมว่า สามารถเก็บแรงอัดได้ดี และยาวนาน ตามที่น่าจะเป็นหรือไม่ … หากมีสิ่งผิดปกติ อาจจะต้องปรับ -ถ่ายระดับนํ้า ระดับแรงดัน ในหม้อลม อีกทั้ง น่าจะตรวจสอบดูว่า มีเศษผง ที่ลอยมากับนํ้าท่วม ติดอยู่หรือเปล่า

 

3. หากกรณีที่ปั๊มน้าถูกน้าท่วม ไม่น่าจะใช้การต่อไปโดยทันที เพราะจะมีอันตรายจากความชื้น ในตัวมอเตอร์ที่อาจยัง สะสมอยู่ น่าจะไปหา ช่างมาตรวจสอบ ทำให้แห้งเสียก่อน ถ้าช่างยังไม่ยอมมา และคุณพอรู้เรื่อง เครื่องจักรกล บ้าง ก็ถอดเอาไปให้เขา ตรวจเช็ค (กรุณาอย่าเอาไปตากแดด แล้วคิดไปเองว่า ความชื้นหมดแล้ว เป็นอะไร ขึ้นมา ยามร้ายเมื่อหนีนํ้าท่วมทัน แต่ไฟ กลับไหม้บ้านหมดครับ)

 

 

 

 

ปีนี้ อากาศบ้านเราเริ่มกลับมาหนาวอีกครั้ง  สถานที่ต่างๆ ก็เริ่มมีบรรดานักท่องเที่ยว ทยอยขึ้นดอยสัมผัสความหนาว ของทะเลหมอก น้ำค้าง และสายลมกันบ้างแล้ว

สำหรับวันนี้ เรามีสถานที่ ที่น่าสนใจ 10 แห่ง ที่มักจะมีนักท่องเที่ยวขึ้นมาสัมผัสความหนาวให้ได้รู้จักกัน  ทั้งใกล้ทั้งไกล  ใครใกล้ที่ไหน ก็เชิญชวนไปสัมผัส อากาศหนาวกันนะคะ

1. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

ชื่อนี้มักจะเป็นติดอันดับต้นๆ ของการท่องเที่ยว เดิมชื่อว่า ดอยหลวง หรือ ดอยอ่างกา ดอยหลวง หมายถึงภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ส่วนที่เรียกว่า ดอยอ่างกานั้น เพราะมีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งลักษณะเหมือน อ่างน้ำ มีฝูงกาไปเล่นน้ำกันมากมาย จึงเรียกว่า อ่างกา หรือ ดอยอ่างกา

ดอยอินทนนท์ เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย (2,599 เมตร) จึงทำให้มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี สถานที่น่าสนใจในอุทยานฯ มี น้ำตกแม่ยะ น้ำตกแม่กลาง น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ ถ้ำบริจินดา โครงการหลวงอินทนนท์ และ เส้นทางศึกษาธรรมชาติหลายจุด

2. ดอยอ่างขาง


เป็นที่ตั้งสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ภายในสถานีมีโครงการวิจัยผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว งานสาธิตพืชไร่ แปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาว สวนบอนไซ มีการจำหน่ายผลิตผลพืชผักเมืองหนาวที่ปลูก ในบริเวณโครงการฯ ให้แก่นักท่องเที่ยวตามฤดูกาล ในสถานีฯ มีที่พัก และมีสถานที่กางเต็นท์บริการแก่นักท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ

อ่างขางในอดีตวันนั้นสวยมากด้วยดอกฝิ่น และภูมิประเทศ เราได้เห็นต้นท้อ แอ๊ปเปิ้ลป่า และทราบว่าอากาศหนาวเราได้คุยกับผู้ที่ไปตั้งร้านขายของ ซื้อฝิ่นเขาขึ้นมาอีกทางหนึ่ง ห่างจากค่ายทหารจีนโดยที่ชาวเขาส่วนมากอพยพไปที่อื่น อ่างขางจึงมีที่เหลือให้หญ้าคาขึ้นอยู่มาก ด้วยเหตุนี้จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสถานีเกษตรหลวงอ่างขางขึ้นเมื่อ 30 ปี มานี้ สถานีเกษตรหลวงอ่างขางได้ทำวิจัยได้” ม.จ. ภีศเดช รัชนี กล่าว

 

3. เขาค้อ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์

เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ชื่อว่าเขาค้อเป็นเพราะ ป่าบริเวณนี้มีต้นค้อขึ้นอยู่มาก เนื่องจากภูมิอากาศบนเขาค้อเย็นตลอดปี ค่อนข้างเย็นจัดในฤดูหนาว และมีทัศนียภาพสวยงาม จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่ง ของเพชรบูรณ์ สถานที่น่าสนใจบนเขาค้อได้แก่ อนุสาวรีย์จีนฮ่อ ฐานอิทธิเจดีย์ พระบรมสารีริกธาตุเขาค้อ หอสมุดนานาชาติเขาค้อ พระตำหนักเขาค้อ น้ำตกศรีดิษฐ์ สวนสัตว์เปิดเขาค้อ และเนินมหัศจรรย์ หมู่บ้านคุ้มจุดชมวิวกิ่วลม หมู่บ้านนอแล และหมู่บ้านขอบด้ง หมู่บ้านหลวง  ที่ที่คุณจะสัมผัสได้ถึง กลื่นอายของธรรมชาติอย่างแท้จริง ยามเช้าคุณสามารถสัมผัสกับ ทะเลหมอกที่สวยงามปกคลุมทั่วอ่างเก็บน้ำรัตนัย เสมือนท่านอยู่เหนือทะเลหมอก  ยามเย็นชมพระอาทิตย์ตกดิน ทอแสงสีแดงส่องทั่วฟ้าก่อนลับตาไป ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมดของเขาค้อ

4. อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง
ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี มีเทือกเขาและภูเขาสูง สลับซับซ้อน ครอบคลุมอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภูเขาที่สูงที่สุด คือ ดอยช้าง เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีลำห้วยน้อยใหญ่มากมาย ฤดูหนาวอากาศเย็น ลมแรง

อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง ตั้งอยู่บนเทือกเขาถนน ธงชัย มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอแม่แตงจังหวัด เชียงใหม่ และอำเภอปายจังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 179.5 ตารางกิโลเมตร หรือ 112,187.5 ไร่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาและภูเขาสูงสลับซับซ้อน ภูเขาที่สูงที่สุด คือ ดอยช้าง เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีลำห้วยน้อยใหญ่มากมาย  ฤดูหนาวอากาศเย็น ลมแรง มีฝนตกชุกในเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ฤดูร้อนอากาศ เย็นสบายอุณหภูมิ สูงสุดประมาณ 34 องศาเซลเซียส สถานที่ที่มีผู้นิยมมาท่องเที่ยว ได้แก่ จุดชมวิวบริเวณ ห้วยน้ำดัง (ดอยกิ่วลม) ตำบลกึ๊ดช้าง อำเภอแม่แตง อยู่บริเวณที่ทำการอุทยาน เป็นจุดชมวิวที่สวยงามและมีชื่อ เสียงมาก มองเห็นดอยเชียงดาว คอยชมพระอาทิตย์ขึ้นและชมทะเลหมอกในช่วงเช้าตรู่ได้  และในช่วงปลาย ฤดูหนาวดอกไม้กำลังบานสวยงามมาก หมอกที่เกิดที่นี่คือ หมอกที่เกิดขึ้นในหุบเขา (Radiation Fog) เนื่องจาก เวลากลางคืนในหุบเขาอุณหภูมิจะลดต่ำลง ทำให้เกิดการกลั่นตัวเป็นละอองน้ำ และปรากฏเป็นทะเลหมอกในเวลา เช้าหรือหลังฝนตกใกล้ ๆ กับที่ทำการจะมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติเอื้องเงิน มีระยะทาง 1,470 เมตร ความลาดชัน ปานกลางใช้เวลาในการเดินประมาณ 1 ชั่วโมง

5. ภูชี้ฟ้า-ผาตั้ง จ.เชียงราย

ภูชี้ฟ้า เป็นยอดเขาสูงที่สุดในเทือกเขาดอยผาหม่น  ติดชายแดนไทย – สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ในพื้นที่เขตอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติด้วยลักษณะหน้าผาปลายยอดแหลม เป็นแนวยาวที่ชี้ไปบนฟ้า ทางฝั่งประเทศลาว จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า “ภูชี้ฟ้า” นั่นเอง ด้านที่ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นับเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุด ทั้งนี้ กรมป่าไม้ได้มีคำสั่งให้จัดตั้ง “ภูชี้ฟ้า” เป็นวนอุทยาน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541 ด้วยเนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,200 เมตร ถึง 1,628 เมตร

สำหรับไฮไลท์สำคัญของภูชี้ฟ้า ต้องยกให้จุดชมวิวทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม อีกทั้งทิวทัศน์ของภูเขาสลับซับซ้อนดูกว้างไกล โดยในตอนเช้าจะมีทะเลหมอกปกคลุมในหุบเขาเบื้องล่าง มีพระอาทิตย์ขึ้นผ่านพ้นทะเลหมอก ท่ามกลางทุ่งหญ้า แซมด้วยทุ่งดอกโคลงเคลง (ในช่วงฤดูฝนไปจนถึงฤดูหนาว) สวยงามราวกับภาพวาด อย่าบอกใครเชียว!!!  และหากรอจนสายหมอกถูกความร้อนระเหยหมดแล้ว ก็ยังคงมองเห็นสายน้ำโขงไหลคดเคี้ยว ท่ามกลางป่าไม้ของฝั่งลาวที่เขียวสุดสมบูรณ์อีกด้วย  หากมาเที่ยวภูชี้ฟ้า ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม เส้นทางขึ้นภูชี้ฟ้าจะผ่านป่าซากุระหรือต้นพญาเสือโคร่งสีชมพูสวยงามมากอีกเช่นกัน

บ้าน ชั้นเดียวขนาดกะทัดรัด  เดิมทีก็มีสวนที่โครงการจัดมาให้พร้อมบ้าน แต่สวนที่ได้มาก็ใช่จะตรงตามความต้องการและเหมาะกับการใช้งานไปเสียหมด เรามี ไอเดีย การแต่งสวนสวยมาฝาก กันค่ะ

1 เริ่มต้นกันด้วย พรมมอสส์สีสด

มอสส์ สีเขียวสดอ่อนนุ่มเท้าเมื่อค่อยๆเหยียบลงไปเบาๆบนพื้นสวนช่างเป็นความรู้สึก ที่พิเศษจริงๆค่ะ สำหรับสวนสวยที่เต็มไปด้วยมอสส์อาจไม่ใช่ภาพที่เห็นกันบ่อยนัก เนื่องด้วยการปลูกเลี้ยงมอสส์ให้ได้ผลดีต้องมีการปรับสภาพแสงและความชื้น สัมพัทธ์ให้เหมาะสม รวมทั้งการเลือกใช้พรรณไม้ชนิดอื่นๆก็ต้องสอดคล้องเข้ากันได้ดีกับสภาพแวด ล้อมด้วย สำหรับสวนสวยของบ้านหลังนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างและหนึ่งแรงบันดาลใจให้คนรัก มอสส์เต็มอิ่มไปกับมุมสวนสวยๆพร้อมเทคนิคการปลูกมอสส์ที่ใช้ได้จริง

ภาพสวนในความคิดของคนส่วนใหญ่มักนึกว่าต้องมีหญ้าเขียวสวย  แต่ว่า พรมมอสส์ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ชิ่นชอบธรรมชาติ และ มีเวลาดูแลสวนของคุณ  และ เราก็มี tips เล็ก ๆ น้อย ๆ ในการปลูกมอสส์ มาฝากกันค่ะ
“สำหรับการปรับปรุงสวน เริ่มจากเอาดินเก่าออก 30 -40 เปอร์เซ็นต์ หรือลึกประมาณ 40 เซนติเมตร จากนั้นก็สร้างดินในสวนใหม่โดยผสมปุ๋ยอินทรีย์ลงไปแล้วจึงปลูกต้นไม้ จัดสภาพแสงให้อยู่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ สิ่งสำคัญของสวนแบบนี้คือต้องให้น้ำสม่ำเสมอ อย่าขาดน้ำ สุดท้ายคือต้องเอาใจใส่ ใส่ใจดีกว่าให้ปุ๋ย เพราะถ้าให้ใจไม้จะเจริญงอกงาม
Tips การปลูกมอสส์
1. ปรับสภาพพื้นดินให้อุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหาร โดยใช้ปุ๋ยยูเรีย มูลวัว และมูลไก่ ผสมกับดินเพื่อเพิ่มธาตุอาหารและจุลินทรีย์ในดิน สภาพดินก็จะกลายเป็นพื้นป่าจริงๆ มอสส์จะอยู่ได้ตลอด โดยให้โรยกรวดทับอีกชั้นก่อนปลูก รากมอสส์จะเดินได้ดีกว่าปลูกลงดินโดยตรง
2. จัดสภาพแสงให้ได้ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยปลูกต้นไม้ใหญ่พรางแสงและปลูกต้นไม้ระดับกลางหรือไม้พุ่มกรองแสงอีกชั้น ให้สังเกตว่าหากมอสส์ได้รับแสงมากไปจะมีอาการเหลือง
3. ติดตั้งระบบสปริงเกลอร์ให้น้ำวันละ 4-6 ครั้ง พอมอสส์อยู่ตัวจึงลดการให้น้ำเหลือเพียงวันละ 3 ครั้ง ทั้งนี้ให้ติดระบบพ่นหมอกร่วมด้วย เพื่อเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ข้อควรระวังคือหากน้ำมากเกินไปจะทำให้มอสส์เน่าตาย แต่ถ้าน้อยไปมอสส์จะไม่เขียว

 

2.การเลือกสีพรรณไม้  ในบ้านสวย ๆ ของคุณ

เริ่มจากสร้างฉากให้สวนก่อน ปลูกไทรเกาหลีสีเขียวเข้มเป็นกำแพงช่วยบังสายตาจากข้างบ้าน ด้านหน้าแซมด้วยเตยที่มีใบสีเขียวสด ผิวสัมผัสดูฟูๆ ละเอียดๆ ทำให้เกิดความแตกต่างที่น่าสนใจทั้งในเรื่องสีและรูปทรง ส่วนพื้นสวนเลือกใช้หินสีเทา พื้นที่โดยรวมของสวนดูเป็นส่วนตัวและให้ความรู้สึกอบอุ่นขึ้น จากนั้นก็แซมด้วยสีสันของไม้ดอกเข้าไป เลือกใช้สีโทนเย็นเป็นหลัก เช่น ชมพู ม่วง คราม น้ำเงิน ของไฮเดรีนเยีย บลูฮาวาย ตามสไตล์ของสวนอังกฤษ มีสีสด เช่น สีแดงของฤๅษีผสมและดาดตะกั่วซึ่งเป็นไม้เขตร้อนแซมเล็กน้อยช่วยเพิ่มสีสัน

เทคนิคการปลูกแบบสวนชนบทมีมากมายหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคการปลูกสวนแบบอังกฤษก็คือปลูกต้นไม้หลายชนิดคละกันในมุม เล็กๆ ดูมีรายละเอียดปลีกย่อยน่ารักน่าสนใจ หรือปลูกต้นไม้แทรกตามซอกหินเหมือนดอกไม้ริมทางก็ดูเป็นธรรมชาติ การปลูกต้นไม้ลักษณะนี้จะยากนิดหนึ่ง ดังนั้นการลงชนิดต้นไม้จะใช้ความรู้สึกในการจัดเป็นสำคัญ ผมเข้ามาดูแลเองทั้งหมด วางแผนไว้คร่าวๆว่าจะปลูกอะไรตรงบริเวณไหน เอาต้นไม้มาวางหน้างานแล้วค่อยขยับค่อยปรับ โดยคำนึงถึงมุมมองของสวนเมื่อจัดเสร็จเป็นสิ่งสำคัญ ต้องคิดว่ามุมไหนใช้งานอย่างไร ได้มุมมองจากส่วนไหนในบ้าน ส่วนของตกแต่งสวนก็คัดแต่ที่มีกลิ่นอายแบบอังกฤษ ไปเลือกจากร้าน Little Tree ซึ่งก็ช่วยสร้างบรรยากาศให้สวนได้มาก

ยิ่งขึ้น”

 

3. สีและลูกเล่นในสวน

“เมื่อได้องค์ประกอบหลักของสวน ไปเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่คำนึงถึงต่อมาคือการเลือกใช้สีของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะมาวางกันในสวน  เพื่อให้ภาพรวมของสวนดูอบอุ่นน่าเข้าไปใช้งาน หลักๆจะเลือกสีน้ำตาลซึ่งเป็นโทนสีธรรมชาติ  บางจุดที่ต้องการเพิ่มรายละเอียดให้สวนดูน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น สีของพื้น เราใช้เทคนิคการทำพื้นคอนกรีตกัดกรดสองสี สีหลักคือสีฟ้า อ้างอิงจากสีของกระเบื้องกรุบ่อน้ำซึ่งเป็นของเดิม แทรกด้วยสีสนิม ก็เป็นลูกเล่นอย่างหนึ่งในสวน นอกจากนี้เรายังติดตั้งระบบไฟเพื่อสร้างบรรยากาศในสวนในตอนกลางคืนด้วย มีทั้งไฟสนามทรงสูง ไฟเตี้ยให้แสงสีส้มอบอุ่น และไฟสายสีฟ้า ซึ่งวางในตำแหน่งช่องว่างระหว่างพื้นสวน ช่วยเพิ่มเส้นสายกราฟิกให้สวน ในส่วนของบ่อน้ำก็ใช้ของเดิม แต่เพิ่มรางน้ำตกเข้ามาเพื่อให้ความรู้สึกชุ่มชื้น และเหนือรางนี้ก็วางประติมากรรมน้ำล้นให้เกิดจุดเด่น สวนนี้จึงให้อารมณ์ที่ดูน่าพักผ่อนมากยิ่งขึ้น”

 

ปัจจุบันคนไทยหันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้นมีการเลือกรับประทานอาหาร  และการออกกำลังกาย จากสถิติที่ผ่านมาพบว่าคนไทย และคนทั่วโลกมีอัตราการเสียชีวิตโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นมาก สาเหตุที่สำคัญเกิดจากความไม่สมดุลของการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย นอกจากนั้นยังทำให้เกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง กระดูกพรุน โรคอ้วนและโรคมะเร็งบางชนิด เมื่อท่านได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะทำให้ท่านมีสุขภาพที่ดี สมาคมโภชนาการ สมาคมความดันโลหิตสูงได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการรับประทานอาหาร ซึ่งไม่เน้นเฉพาะพลังงานอย่างเดียว แต่จะเน้นเรื่องสารอาหาร และการออกกำลังกาย

โดยเราจะแยกเป็น 2 กลุ่ม ใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้

อาหารสำหรับคนปกติ (ไม่อ้วน) อาหารที่รับประทานต้องมีพลังงานเพียงพอ และมีสารอาหารเพียงพอ

อาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหาร ให้เราเลือกรับประทานอาหารในกลุ่มเหล่านี้บางส่วนเพื่อให้เราได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ เช่น ในหมวดเนื้อสัตว์ให้เลือกปลาเพราะจะมีไขมันซึ่งป้องกันโรคหัวใจ หรือถั่วบางชนิด

อาหารที่ให้พลังงาน อาหารเหล่านี้จะให้พลังงานมากกว่าสารอาหาร หากรับประทานมากจะทำให้น้ำหนักเกิน

เช่นคนที่รับประทานอาหารไขมันสูงจะมีพลังงานสูงแต่มีสารอาหารบางชนิดต่ำ บางคนรับอาหารที่มีแต่สารอาหาร แต่มีพลังงานต่ำกลุ่มคนเหล่านี้จะผอม ดังนั้นหากเรารับประทานอาหารที่มีความสมดุลของพลังงานและสารอาหารจะทำให้สุขภาพดี ลดอุบัติการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือด หลักคร่าวๆของสารอาหารที่ควรจะเน้นในแต่ละอายุ

 

ผู้ใหญ่จะเน้นเรื่อง แคลเซี่ยม โแตสเซียม ใยอาหาร แมกนีเซียม วิตามิน เอ ซี อี

เด็กและวัยรุ่นจะเน้นสารอาหาร calcium, potassium, fiber, magnesium, and vitamin E,

กลุ่มคนพิเศษจะเน้นเรื่องอาหารประเภท vitamin B12,

iron, folic acid, and vitamins E and D

โดยสรุปแนวทางการรับประทานอาหารจะเน้นให้รับประทานอาหารที่มี แคลเซียม โปรแตสเซียม วิตามินอี แมคนีเซียม ลดการรับประทานเกลือ

 

กลุ่มคนอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน

  • การควบคุมน้ำหนักจะต้องรับประทานอาหารให้พลังงานที่ได้รับและใช้ไปเกิดความสมดุล
  • การลดน้ำหนักจะต้องค่อยลดพลังงานที่ได้รับจากอาหารโดยที่ไม่ขาดสารอาหาร และเพิ่มการออกกำลังกาย
  • สำหรับเด็กที่มีน้ำหนักเกินจะต้องปรึกษาแพทย์ดูแล ก่อนการจำกัดอาหาร
  • สำหรับคนท้องต้องควบคุมน้ำหนักอย่าให้เกิน
  • สำหรับคนทั่วไปที่มีโรคจะต้องปรึกษาแพทย์ก่อนการควบคุมอาหาร

การจัดการเรื่องน้ำหนัก

ปัญหาเรื่องคนอ้วนหรือน้ำหนักเกินเป็นปัญหาทั่วโลกรวมทั้ง ประเทศไทย นอกจากนั้นยังว่าว่าเด็กและเด็กวัยรุ่นมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเรื้องรังต่างๆตามมา คนที่มีน้ำหนักเกินมักจะเกิดจากพฤติกรรมในการรับประทานอาหารที่มากเกินไป และพฤติกรรมในการออกกำลังกายน้อยเกินไป ลำพังการลดปริมาณวันละ 100 กิโลแคลอรีก็จะป้องกันน้ำหนักเพิ่ม หรือลดปริมาณลงวันละ 500 กิโลแคลอรีก็จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ แต่การลดน้ำหนักโดยให้ลดอาหารเป็นเรื่องยากจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใส่ น้ำตาล หรือการรับประทานอาหารมัน หรือเครื่องดื่ม คำแนะนำสำหรับการลดน้ำหนัก

  • การรักษาน้ำหนักให้ดีต้องปรับพลังงานที่ได้จากอาหารที่รับประทาน ให้สมดุลกับพลังงานที่เราใช้(น้ำหนักเท่าเดิม)
  • การป้องกันน้ำหนักเกินทำได้โดยการลดปริมาณอาหาร ลดน้ำตาล และเพิ่มการออกกำลังกาย

การออกกำลังกาย ที่ถูกต้องและได้ผลดี

ออกกำลังกายกันเถอะ

เรื่องของการออกกำลังกาย  เป็นเรื่องที่ทุกคนพูดถึงอยู่เสมอ   ในปัจจุบันได้มีการรณรงค์ให้คนหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น   แต่คนที่จะออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องนั้นมีไม่มากนัก   สิ่งที่สำคัญของการออกกำลังกายนั้น    คือต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน  เพราะ  สุขภาพดีไม่มีวางขาย   ดังนั้นเราควรรู้หลักในการออกกำลังกายให้ถูกวิธี   โดยต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน  อาจจะเริ่มจากวันละนิดละหน่อยและค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ   แต่การที่คิดจะเริ่มต้นนี่ล่ะ …  เป็นเรื่องยาก  และหลายๆ ท่านมักพูดเสมอว่า    ” ไม่มีเวลา “   1 วัน ตั้ง 24 ชั่วโมง  ควรหาเวลาออกกำลังกายให้ได้ซัก 30 นาทีเป็นอย่างน้อย       อาจจะวันเว้นวันก่อนและเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวได้แล้ว   จึงค่อยๆ เพิ่มวันและเวลาให้มากขึ้น  สิ่งที่สำคัญคือ… อย่าใจร้อนกับการออกกำลังกาย     ควรค่อยเป็นค่อยไปก่อน  เพราะการรีบร้อนมักจะทำให้ได้รับการบาดเจ็บ หรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

ออกกำลังกาย เมืออยากลดน้ำหนัก

สำหรับสาว ๆ หรือหนุ่ม ๆ ที่ต้องการลดน้ำหนัก ลดหุ่น ลดพุง ลดไขมันส่วนเกิน หรือเซลลูไลท์อย่างปลอดภัย การออกกำลังกายเป็นวิธี ที่จะช่วยให้ คุณเผาผลาญไขมัน เพิ่มกล้ามเนื้อ ให้ร่างกายแข็งแรง และมีสุขภาพดี ที่สำคัญหุ่นดี ฟิตแอนด์เฟิร์ม ด้วยการออกกำลังกายต่อไปนี้

 

แบบไหนดี…

ควรเลือกกิจกรรมที่ใช้การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง อาทิ การ การวิ่งเหยาะ ๆ การขี่จักรยานแบบนั่งอยู่กับที่ การว่ายน้ำ

เต้นแอโรบิก การฝึกไท้เก๊ก การฝึกโยคะ เป็นต้น โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับตนเอง และคำนึงถึงความสะดวก ปลอดภัย รวมทั้ง

ความยากง่ายด้วย และควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกหรือมีการเปลี่ยนแปลงจังหวะทิศทางเคลื่อนไหว

ที่รวดเร็ว ซึ่งจะมีผลต่อข้อเข่าข้อเท้าทำให้เกิดการบาดเจ็บได้

 

นานแค่ไหน…

 

สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการออกกำลังกาย ควรเริ่มการออกกำลังกายโดยใช้เวลาไม่นานนัก ประมาณ 5-10 นาที

วันละ 2-3 ครั้ง เมื่อคุ้นเคยหรือมีสมรรถภาพร่างกายดีแล้ว จึงปรับเวลาให้การออกกำลังกายเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งสามารถ

ออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 30-45 นาที หรือนานกว่าประมาณ 4-6 ครั้งต่อสัปดาห์ หนักแค่ไหน…

 

ระดับความหนักในการออกกำลังกายควรให้เหมาะสมกับแต่บุคคล ด้วยการคำนวณจากอัตรการเต้นชีพจรสูงสุด ตัวอย่าง

นาย ก . อายุ 40 ปี ต้องการออกกำลังกายที่ระดับความน้ำหนัก 60-70 % ของอัตราการเต้นชีพจรสูงสุด นาย ก. ควรออกกำลังกาย

ให้เหนื่อยที่ระดับหัวใจเต้นที่ครั้งต่อนาที มีวิธีคำนวณดังนี้

ตราการเต้นชีพจรสูงสุดของนาย ก.

=  220 – อายุ นาย ก.

=  220 -40 = 180 ครั้งต่อนาที

การออกกำลังกายที่ระดับความหนัก 60 %

=   180 x 0.60 = 108 ครั้งต่อนาที

การออกกำลังกายที่ระดับความหนัก 70 %

= 180 x 0.70 = 126 ครั้งต่อนาที

 

ดังนั้น การออกกำลังกายของ นาย ก. ควรให้เหนื่อยที่ระดับหัวใจเต้นประมาณ 108-126 ครั้งต่อนาที ซึ่งเป็นความหนัก

ที่ระดับ 60 – 70 % ของอัตราการเต้นชีพจรสูงสุดของ นาย ก. โดยร่างกายจะดึงไขมันออกมาใช้เป็นพลังงานในการเคลื่อนไหว

คณะออกกำลังกาย

การออกกำลังกายจำเป็นต้องใช้บริการเฉพาะในสถานออกกำลังกายหรูๆ หรือไม่ ?  บอกได้เลยว่าไม่จำเป็น   เพราะการเดินหรือวิ่งตามพื้นที่ว่างหรือสวนสาธารณะก็ทำให้ร่างกายแข็งแรงได้เหมือนกัน   แต่ที่ปัจจุบันที่คนนิยมเข้า Fitness  กันมากขึ้นเพราะศูนย์  Fitness    มีความสะดวกสบายและมีอุปกรณ์ครบครันทันสมัย   สามารถออกกำลังกล้ามเนื้อได้ทุกส่วนของร่างกาย  และจากประสบการณ์ที่ทำงานกับ   Fitness มานานทำให้ทราบว่า … มีคนจำนวนมากหลงกับกลยุทธ์การขายของ  Fitness  เช่น  การสร้างกระแสความนิยม  ความหรูหราของสถานที่ เวลาไปใช้บริการแล้วกลับผิดหวังเพราะไม่เป็นอย่างที่คิดไว้หรือบางรายก็สมัครเป็นสมาชิกแล้วไม่เคยไปใช้บริการเลยก็มี   ดังนั้นถ้าคิดจะออกกำลังกายควรมีเป้าหมายที่แน่นอน        และมองหา สถานที่ที่มีอุปกรณ์ครบครัน  สะดวกต่อการเดินทาง   ฝากไว้ว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้ทุกท่านมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

10 อันดับผลไม้ที่มีวิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีนสูงสุด

ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูง คือ

  1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก

มะม่วงน้ำดอกไม้สุกนอกจากจะมี เบต้าแคโรทีสูงแล้วยัง มีสารต้านมะเร็งสูงเป็นอันดับ 1 อีกด้วยค่ะ 

มะม่วงน้ำดอกไม้สุก จะอยู่ในหน้าร้อนอาหารหวานที่นิยมรับประทานกันมาก คือ ข้าวเหนียวมะม่วง เพราะมะม่วงสุกออกสู่ตลาดมากและราคาไม่แพงนัก มะม่วงสุกที่รับประทานกับข้าวเหนียวนั้นผมอยากแนะนำให้ทานมะม่วงน้ำดอกไม้ เพราะรสชาติอร่อยไม่แพ้มะม่วงออกร่อง แถมมีประโยชน์มากกว่า

กรมอนามัยวิจัย 10 ผลไม้ไทยมีสารต้านมะเร็งสูง มะม่วงน้ำดอกไม้สุกครองอันดับ 1 ตามด้วยมะเขือเทศราชินี ส่วนฝรั่งกลมสาลี่ มีวิตามินซีมากที่สุด

2. มะเขือเทศราชินี

มะเขือเทศมีหลายพันธุ์ กลุ่มมะเขือเทศราชินีมีผลขนาดเล็กมีความใกล้เคียงกับมะเขือเทศที่ขึ้นเองในธรรมชาติ

มะเขือเทศเป็นผลของต้นมะเขือเทศ มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลางและอเมริกาเหนือ ตามจริงมะเขือเทศเป็นผลไม้ แต่ ในภาษาอังกฤษจะอยู่ในกลุ่มผักเพราะทั่วโลกมักกินสดในสลัดผัก หรือใช้ประกอบอาหารหลักในมื้อหนึ่งๆ เช่น ปรุงเป็นซอสสปาเก็ตตี้และเป็นซอสราดหน้าพิซซ่าในประเทศอิตาลี มากกว่าการกินเป็นผลไม้
มะเขือเทศเป็นผักที่มีปริมาณการกินสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของสหรัฐอเมริกา รองมาจากมันฝรั่ง ผัก กาดแก้ว และหอมหัวใหญ่

มะเขือ เทศราชินีหรือมะเขือเทศเชอร์รี่จะมีรสหวานมากกว่ามะเขือเทศลูกโตทรงแป้นๆ ที่ไว้ฝานกินกับแฮมเบอร์เกอร์ (ที่สหรัฐอเมริกา มะเขือเทศลูกใหญ่เป็นพันธุ์นักกินเนื้อหรือ Beef eater) มะเขือเทศราชินีมักใช้กินเป็นอาหารว่างหรือใส่ในอาหารจานสลัด

มะเขือเทศที่มีผลรูปไข่และมีขนาดโตขึ้นมาอีกหน่อยก็เป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของส้มตำอาหารไทยยอดฮิตนั่นเอง

3. มะละกอสุก

มะละกอสุก ๆ เนื้อสีส้มแดงนี่แหละขอบอกว่าเป็นผลไม้ที่ดีที่สุดของความมีประโยชน์ทีเดียว ใครไม่กินก็บอกได้เลยว่า คุณกำลังพลาดของดีชนิดที่สุขภาพไม่น่าให้อภัยเลย มะละกอสุกกินง่ายกว่ามะละกอดิบตั้งเยอะสามารถปอกเปลือกแล้วลำเลียงลงกระเพาะ ได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาในการปรุงแต่งแต่อย่างใด เป็นอาหารบริสุทธิ์ที่ธรรมชาติบรรจงสร้างมาให้เรา ฉะนั้นเรามาว่ากันถึงความอร่อยและมีประโยชน์ของมะละกอกันเลยดีกว่า

นอกจากเนื้อหวาน ๆ แสนอร่อยแล้วทุกส่วนของมะละกอยังสามารถนำมาใช้ทำยาได้ ผลการวิจัยพบว่า ประโยชน์ของมะละกอมีอยู่มากมายตั้งแต่ช่วยต้านมะเร็ง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี บรรเทาอาการท้องผูกซึ่งเป็นที่มาของโรคริดสีดวงทวาร ป้องกันอาการตับโต เป็นยาบำรุงหัวใจ ตับ และสมอง

สรรพคุณและประโยชน์ของมะละกอยังเผื่อแผ่ไปถึงเด็กทารกที่ดูดนมมารดาอีก เพราะช่วยกระตุ้นให้แม่มีน้ำนมมากขึ้นป้องกันโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ป้องกันการติดเชื้อจากจุลินทรีย์ที่อยู่ภายในลำไส้ เรื่องความสวยงาม มะละกอยังมีเอนไซม์ที่ช่วยบำรุงผิวได้เป็นอย่างดี ใครอยากมีผิวหน้าเนียนขาวนุ่มชุ่มชื่นก็นำมะละกอสุกครึ่งถ้วยผสมกับน้ำผึ้ง แท้ 1 ช้อน นมสดอีก 1 ช้อน ปั่นเข้าด้วยกันเป็นครีมข้น ทาให้ทั่วผิวหน้า ทิ้งไว้ 10 – 15 นาทีแล้วล้างออก เท่านี้ก็เห็นผลทันตาและทันใจทีเดียว

4.  กล้วยไข่

 

กล้วยไข่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มาก  ซึ่งสารนี้สามารถช่วยเหลือมนุษย์ให้รอดพ้นจาก
ความชราชะลอริ้วรอยต่างๆ  ตลอดจนชะลอความเสื่อมของเซลล์  ที่สำคัญยังมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง
และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้อร้ายได้

กล้วยไข่ยังมีสารอาหารที่น่าสนใจอื่นๆ  อีก  เช่น  เกลือแร่  วิตามินเอ  บี2  บี6  และวิตามินซี
ซึ่งไม่เฉพาะแต่ผลกล้วยเท่านั้น  ในหัวปลียังมีแคลเซียม  ธาตุเหล็ก  แมกนีเซียม  และฟอสฟอรัส  ซึ่งเป็น
ประโยชน์ต่อกระดูกและเนื้อเยื่ออย่างมาก  ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้อย่างดี  เพราะเนื้อกล้วยไข่มีไฟเบอร์
ชนิดไม่ละลายน้ำสูง

5.  มะม่วงยายกล่ำ

มะม่วงที่มีชื่อเสียงที่สุดของนนทบุรี ก็คือ มะม่วงยายกล่ำ  มะม่วงยายกล่ำ เป็นมะม่วงที่มีเนื้อแน่น รสหวาน ไม่กรอบหรือไม่นิ่มจนเกินไป มีกลิ่นหอมเมื่อแก่จัด ของดีเนื้อสีส้ม ของ
เกรดต่ำลงมาหน่อยเนื้อสีเหลือง

ด้วยเกียรติภูมิของลูกเสือสำลอง ข้าพเจ้าขอรับรองว่าอร่อยกว่า มะม่วงอกร่องทอง หรือมะม่วงอกร่องเขียว 10 ล้านเท่า

ธรรมชาติของแฟนพันธ์แท้จะรู้ว่า มะม่วงยายกล่ำแถบไหนของนนทบุรีอร่อยที่สุด

6.  มะปรางหวาน

เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงถึง 20 เมตร ลำต้นมักเป็นพูร่องลึก ใบเดี่ยวรูปหอกเรียวแหลม ผิวมันเรียบ ขอบเรียบ ดอกสีเหลืองเล็ก เป็นช่อ ผลรูปไข่ขนาดหัวแม่มือสีเขียว เมื่อสุกสีส้ม เมล็ดกลมเนื้อเมล็ดสีม่วง มีหลายพันธุ์ เช่น

ชนิดลูกโตเท่าไข่ไก่ รสเปรี้ยวจัด เรียก กาวาง ไม่นิยมปลูก

ชนิดลูกเล็กลงมาเล็กน้อย เปลือกเปรี้ยว เรียกว่า มะยง หรือ มะยงชิด

ชนิดหวาน ลูกดิบรสมัน เมื่อสุกมีรสหวาน เรียกว่า มะปรางหวาน นิยมใช้รากทำยา

7.  แคนตาลูปเนื้อเหลือง

 

แคนตาลูป เป็นพืชล้มลุก มีลักษณะเป็นไม้เถา เถาและก้านใบมีขนนิ่ม เถาเป็นเหลี่ยม ใบเหลี่ยมมน ดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่คนละดอก มีผลกลมรี ผิวผลมีสีเหลือง เนื้อในมีสีเหลืองอมส้ม  ประโยชน์และคุณค่าทางสมุนไพร

- แคนตาลูป มีน้ำตาล มีวิตามินซีเล็กน้ออย มีวิตามินเอสูงมาก มีคัลเซียม ฟอสฟอรัส

- ผลสุก รับประทานเป็นผลไม้ รสหอมหวาน

8. มะยงชิด

ลักษณะโดยทั่วไป ของมะปรางหรือมะยงชิด

มะปราง เป็นไม้ผลที่มีทรงต้นค่อนข้างแหลมถึงทรงกระบอกมีกิ่งก้านสาขาค่อนข้างทึบ มะปรางเป็นไม้ผลเมืองร้อนไม่มีการผลัดใบคือ

จะมีใบสีเขียวตลอดทั้งปี มีชื่อสามัญว่า Marian plum ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Boueaburmanica Griff. ตระกูลเดียวกันมะม่วง มะกอก

คือ ตระกูล Amacardiaceae มีถิ่นกำเนิดทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ พม่า ไทย ลาว และมาเลเซีย

 

9. มะม่วงเขียวเสวยสุก

10. สับปะรดภูเก็ต

การฝึกสุนัขเบื้องต้น

การฝึกให้ชินกับโซ่และสายจูง, การฝึกสุนัขให้เดินชิด, การฝึกสุนัขให้นั่ง, การฝึกสุนัขให้หมอบ

การฝึกสุนัขให้ชินกับโซ่และสายจูง

โซ่คอที่แนะนำคือสายโซ่คอสแตนเลสไม่ควรใช้โซ่คอหนังเพราะไม่สามารถยืดหยุ่นได้ สายจูงควรเป็นสายหนังเพราะจะไม่เจ็บมือเวลาโดนสุนัขดึง

การใช้สายโซ่จะต้องใส่ให้ถูก โดยวงกลมจะต้องอยู่ด้านบนเมื่อดึงจะคลายออกได้เอง

แต่ถ้าใส่วงกลมอยู่ด้านล่างจะไม่สามารถคลายออกทำให้สุนัขอึดอัดหรือเกิดอันตรายได้

ในครั้งแรกที่สวมปลอกคอหรือใส่สายจูงให้แก่สุนัขเรามักจะได้เห็นปฏิกิริยาที่ขัดขืนและ

ดิ้นรนต่อสู้อยู่สักพักหนึ่งแต่นี้คือธรรมชาติของสุนัขดังนั้น ผู้ฝึกต้องมีความอดทนและ

เมื่อสุนัขของเราเริ่มคุ้นเคยกับสายจูงแล้วจึงค่อยเริ่มบทเรียนได้โดยให้ผู้ฝึกถือสายจูง

ด้วยมือขวาส่วนมือซ้ายจับประคองไว้โดยให้สุนัขอยู่ด้านซ้ายมือจะเห็นว่าสายจูงจะ

พาดผ่านหน้าขาผู้ฝึกและสามารถที่จะใช้มือซ้ายกระตุกที่สายจูงได้เมื่อต้องการให้

สุนัขเข้ามาใกล้ผู้ฝึก แต่จงอย่าดึงสายจูง ควรกระตุกเบาๆ สำหรับสุนัขบางตัวที่อาจ

ต่อต้านสายจูงโดยบ้างก็อยู่กับที่บ้างก็ขัดขืนให้ผ่อยสายจูงและพูดปลอบ

ใจจนสุนัขนั่งลงแล้วจึงค่อยๆจูงเดินระยะ 2-3ก้าวและการกระตุกสายฝึกสั้นๆ

ก็อาจจะช่วยให้สุนัข เรียนรู้ในการที่จะเดินไป กับผู้ฝึกได้ ควรกล่าวชมเชยสุนัขเมื่อ

ไม่ขัดขืนหลังจากนั้น ให้เพิ่มระยะทาง การจูงไปเรื่อย ๆ การฝึกเข้าสายจูงรวมทั้งการจูง

เดินอาจกินเวลา 3-4วันเมื่อสุนัขชินกับสาย จูงแล้ว ก็สามารถ ทำการฝึกเบื้องต้น

ในเรื่องอื่นได้ต่อไป

วิธีการฝึกสุนัขให้เดินชิดเจ้านาย

ก่อนอื่นให้นำสุนัขเข้ามาอยู่ทางซ้ายของผู้ฝึก รวบสายจูงไว้ในมือขวา สายฝึกควรจะต้อง

หย่อนเสมอ สุนัขควรอยู่ในท่ายืน ถ้าหากสุนัขยังนั่งอยู่ผู้ฝึกจะต้องคอยกระตุกสายจูงเบาๆ และดึงให้ตึงสุนัขจะยืนขึ้นเองตบที่ขาข้างซ้ายของตัวเองแล้วพูดคำว่า”ชิด”

เพื่อสอนให้สุนัขรู้จักคำว่าชิดในระยะแรกสุนัขอาจจะไม่เข้ามายืนเคียงข้างซ้ายของ

ผู้ฝึกก็อย่าเพิ่งไปดุผู้ฝึกอาจต้องพลิกแพลงวิธีการบ้างโดยการปรับตัวเองให้ยืนใน

ตำแหน่งที่ให้สุนัขอยู่เคียงข้างด้านซ้ายของผู้ฝึก จนกว่าสุนัขจะเข้าใจ

คำสั่งนี้ เมื่อสุนัขเข้าที่เรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ฝึกเริ่มก้าวเดินด้วยเท้าซ้ายก่อน

อาจต้องดึงสายฝึกเล็ก น้อยเพื่อให้สุนัขเริ่มทำตาม พยายามเดินช้า ๆ อย่า

กระชากลากถูในขณะเดินควร ให้บ่าของสุนัขอยู่ในเนวเดียวกับขาซ้ายของผู้ฝึก

ถ้าสุนับไม่ทำตามหรือเดินล้าหลังให้กระตุกสายฝึกเบา ๆ จนกว่า

จะเดินทันกัน และอย่าลืมชมว่า “ดีมาก” เสมอ แต่หากสุนัขเดินนำหน้าอย่า

เร่งฝีเท้าหรือวิ่งตามเพราะจะยิ่งเตลิดออกไป แต่ควรดึงสายฝึกให้ช้าลงและพยายาม

เดินคู่กับสุนัข ถ้าขณะใดที่สุนัขเผลอตัวไม่สนใน อาจกระตุกสายจูง คอยเตือนให้สุนัข

สนใจในการฝึกช่วงต้น ๆ ควรให้สุนัขเดินในทางตรง จนกว่าจะเดินตามสายจูงได้ดี

ขึ้นจนน่าพอใจแล้ว จึงเริ่มต้นฝึกเดินเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา กลับหลังหัน เดินวนเป็นรูปเลข 8 แล้วต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นจังหวะการเดินให้ช้าบ้าง เร็วบ้าง จนถึง

วิ่งเหยาะ สลับกันไป การฝึกในระยะแรกควรใช้เวลาประมารณ 5 นาทีต่อไปก็ขยายเวลาออกไปถึง10-15 นาที หรือครึ่งชั่วโมง ประมาณ 6-7สัปดาห์

สุนัขก็จะทำ ได้ดีซึ่งต่อไปสุนัขก็จะสามารถ เดินอยู่ในตำแหน่งชิดได้โดยไม่ต้องใช้สายจูง

ปัญหาการแพ้นมในเด็กทารก

ปัญหาการแพ้นมในเด็กทารกนั้นเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และบางรายก็มีอาการแพ้ที่รุนแรงมาก ซึ่งอาจอันตรายถึงขั้นรุนแรง ทำให้หายใจติดขัด ผิวหนังลอก เป็นแผล อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือดได้ แต่ทราบหรือไม่ว่าทำไมเด็กจึงแพ้นม และนมประเภทไหนบ้างที่มีโอกาสที่ลูกของเราจะแพ้กันนะ

จะรู้ได้ไงว่าลูกแพ้นมหรือเปล่า

 

อาการแพ้นมนั้นเกิดจากการที่ลูกไม่สามารถย่อยน้ำนมได้ โดยมากจะมีอาการเหล่านี้ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณเตือนคุณพ่อคุณแม่ว่าลูกของท่านอาจจะเกิดการแพ้นม

 

บ้วนหรือพ่นน้ำลายบ่อยๆ หรืออาเจียนหลังจากกินนม

ร้องไห้บ่อย โดยเฉพาะหลังจากเพิ่งกินนมเข้าไป (เพราะลูกย่อยน้ำนมไม่ได้จะเกิดอาการท้องอืด ปวดท้อง)

ท้องร่วง หรือถ่ายเป็นเลือด

มีผื่นตกสะเก็ดตามผิวหนัง (โดยมากจะเกิดขึ้นกรณีเด็กที่มีอายุมากกว่า 6 เดือน)

มีผื่นแดงเป็นวงใหญ่ ลักษณะตุ่มคล้ายๆ รังผึ้ง เป็นวงสีแดงนูนบนผิวหนัง

หายใจติดขัด มีอาการบวมแถวๆ บริเวณปากหรือลำคอ

มีอาการเซื่องซึม เฉื่อยชา ซึ่งหากมีอาการเซื่องซึมจะเป็นอาการบอกเหตุขั้นรุนแรงแล้วนะค่ะ

 

ดังนั้นถ้าสงสัยว่าลูกจะแพ้นม ให้รีบพาลูกไปพบคุณหมอทันทีนะค่ะ

 

 

จะรู้ได้ไงว่าลูกร้องเพราะหิวนม

ในช่วงสัปดาห์แรกที่ลูกเพิ่งจะออกมาดูโลกนั้น โดยมากลูกมักจะร้องไห้เพราะหิว ถ้าเราเปลี่ยนผ้าอ้อมก็แล้ว อุ้มโยกเบาๆ ก็แล้ว และลูกไม่ได้ร้องแบบเจ็บปวดทรมาน ก็แน่นอนว่าลูกของเรากำลังหิวแล้วนั้นเอง ยิ่งถ้าเราเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วยแล้ว ลูกจะหิวและร้องไห้กินนมเฉลี่ยทุก 2 – 3 ชั่วโมง (จะหิวบ่อยกว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยนมวัว) ดังนั้นหากลูกร้องไห้หิวนมเกือบๆ จะทุก 2 – 3 ชั่วโมง ก็แสดงว่าเป็นเรื่องปกติค่ะ เพราะว่านมแม่นั้นลูกสามารถย่อยได้เร็วกว่านมวัว

เมื่อลูกเติบโตขึ้น บางครั้งลูกร้องก็อาจจะไม่ใช่การร้องเพราะหิวเสมอไป บางครั้งลูกอาจจะร้องเพราะผวา ฝันร้าย รวมถึงตกใจเพราะเสียงรอบข้างดังเป็นต้น แต่เราก็ยังสามารถสังเกตได้จากอาการของลูกดังกล่าว รวมถึงดูเวลาว่าห่างจากการกินนมครั้งก่อนแค่ไหนแล้วก็ได้เช่นกัน

คุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่โดยให้ลูกดูดนมจากอกแม่โดยตรง ไม่ควรกังวลมากเกินไปว่าลูกเราวันนี้กินนมไปมากแค่ไหนแล้วในวันนี้ แค่ให้เขาได้กินนมทุกครั้งที่เขาหิว ตัวคุณแม่ก็จะรู้ได้เองค่ะว่าลูกได้รับน้ำนมพอหรือไม่ ตราบใดที่เขายังปัสสาวะทุกครั้งเมื่อได้กินนม ปากของเขาไม่แห้ง และเมื่อดวงตาของเขาไม่ดูอิดโรย

หลังจากลูกดูดนมเสร็จต้องให้ลูกเรอทุกครั้ง

หลังจากลูกดูดนมเสร็จแล้ว (ไม่ว่าจะดูดนมแม่หรือผ่านขวดนม) สิ่งที่เราเห็นชินตากันมานานก็คือ การจับอุ้มเด็กพาดบ่าให้เรอ บางครั้งลูกก็แหวะนมออกมา ทราบหรือไม่ว่า ทำไมเด็กถึงต้องเรอหรือแหวะนมออกมา และถ้าไม่ให้เรอจะเกิดผลเสียอย่างไรบ้าง

โดยปกติหากลูกของเราดูดนมอย่างรวดเร็ว (อาจจะเพราะหิวจัด) บางครั้งก็อาจจะเผลอดูดอากาศเข้าไปด้วย ยิ่งถ้าให้ลูกดูดนมจากขวด (ในปัจจุบันมีผู้ผลิตขวดนมบางรายอ้างว่าสามารถออกแบบขวดนมแบบพิเศษเพื่อ ป้องกันลูกดูดอากาศเข้าไปเวลาดูดนมได้) ก็จะมีอากาศเข้าไปในท้องของลูกด้วย สำหรับกรณีที่ลูกดูดนมแม่นั้น ก็มีโอกาสที่ลูกจะเผลอดูดอากาศเข้าไปได้เช่นกันในจังหวะที่ลูกหยุดดูดและอาจ จะเผลออ้าปากออกจากฐานนม

วิธีทำให้ลูกเรอ

 

อุ้มลูกพาดบ่า โดยขอแนะนำว่าให้หาผ้าสะอาดนุ่มๆ สักหน่อยวางรองบนบ่าของเราไว้ก่อน จากนั้นอุ้มลูก โดยให้บริเวณคางของลูกเราวางอยู่บนผ้าที่เราวางเตรียมไว้ แล้วก็ลูบหลังลูกเบาๆ ซึ่งในช่วงจังหวะนี้ ลูกของเราก็อาจจะหันหน้ามองไปมองมา หรืออาจจะดมๆ บริเวณบ่า ไหล่ หรือเส้นผมของคุณแม่ รวมถึงอาจจะใช้มือจิก หรือเล่นกับผมของแม่ ก็ระวังจะโดนลูกดึงผมนะค่ะ :) ถ้าลูกมีอาการตัวงอนิดหน่อย แสดงว่าในท้องของเขามีลม ให้อุ้มไว้สักพักลูกก็จะแหวะนมหรือเรอออกมาเองค่ะ

สำหรับเด็กบางคนซึ่งอาจจะไม่ยอมแหวะนมหรือเรอ (ซึ่งมักจะเป็นเด็กที่ดูดนมเป็นจังหวะ และดูดอย่างช้าๆ ไม่รีบเร่ง) พวกเขาอาจจะไม่ต้องการแหวะนมหรือเรอเลยก็ได้ ดังนั้นหากลองอุ้มพาดบ่าแล้ว ลูกไม่ยอมเรอหรือแหวะนม ก็ลองใช้วิธีวางลูกบนตักของคุณเอง โดยให้วางคว่ำและหันหน้าลูกไปทางด้านข้าง ซึ่งหากลูกมีลมในท้องหรือดูดนมมากเกินไปก็จะแหวะหรือเรอออกมาเองค่ะ

เราจะดูแลเต้านมและหัวนมตัวเองอย่างไรในช่วงให้นมลูก

ปัญหาที่คุณแม่ที่กำลังให้นมลูกจะต้องเจอบ่อยๆ นั้นก็คือ ปัญหาคัดเต้านม, เจ็บปวดจากการบวมพอง หรือหัวนมอาจจะเป็นแผลหรือแตก ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่เราจัดตำแหน่งการให้นมเจ้าตัวเล็กของเราไม่ถูกต้อง เท่าไรนัก วันนี้เรามีเคล็ดลับการดูแลและป้องกันปัญหาเหล่านี้ค่ะ  หลังจากที่คุณแม่คลอดลูกออกมา  หน้าอกจะขยายตัวเพื่อเตรียมตัวสำหรับการผลิตน้ำนมให้ลูก (เป็นกลไกตามธรรมชาติ) สำหรับกรณีที่เกิดอาการบวม ให้บรรเทาอาการปวดด้วยการใช้ผ้าอุ่นประคบก่อนให้นมลูก และใช้ผ้าเย็นประคบในระหว่างให้นม ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดแล้วยังช่วยให้ลูกดูดนมได้ง่ายมากขึ้นอีก ด้วย แต่บางกรณีมีอาการบวมมากจนอาจจะเป็นไข้ร่วมด้วยนั้น ขอให้ไปพบคุณหมอนะค่ะ อย่าได้ซื้อยาลดไข้หรือยาใดๆ มาทานเองในช่วงที่เราให้นมลูกเด็กขาด เพราะยาจะมีผลส่งต่อไปยังลูกของเราผ่านน้ำนมแม่ด้วย

การป้องกันและรักษาอาการหัวนมแตกหรือเป็นแผล

การป้องกันเบื้องต้นสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงินใดๆ ก็คือ หลังจากลูกดูดนมเสร็จแล้ว ให้คุณแม่ใช้น้ำนมของคุณแม่เองทาละเลงลงบริเวณหัวนมและปล่อยให้แห้งทุกครั้ง หลังลูกดูดนม น้ำนมจะช่วยป้องกันการแห้งแตกของผิวบริเวณหัวนมได้ พอเวลาจะให้นมครั้งต่อไปคุณแม่ก็แค่ทำความสะอาดหัวนมอีกครั้งก็ให้ลูกดูดนม ต่อได้ทันที

แต่หากเป็นแผลแตกแล้ว ควรจะงดให้ลูกดูดนมในเต้านมด้านที่เป็นแผล และแนะนำให้ไปพบคุณหมอ คุณหมอจะให้ครีมมา ซึ่งจะช่วยรักษาแผลแตกได้ดี ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วันอาการเหล่านี้ก็จะดีขึ้น (แต่ระหว่างนี้ควรงดให้ลูกดูดนมข้างที่มีแผลแตกนี้อย่างเด็ดขาด) นอกจากนั้นหากเกิดอาการคัดเต้านม (ข้างที่เป็นแผล) คุณแม่ก็ควรจะบีบน้ำนมข้างนั้นออกเพื่อลดอาการคัดและปวดหน้าอก

นอกจากนั้นในกรณีที่เป็นผื่นแดง หรือรอยช้ำ หรือรู้สึกว่าบริเวณหน้าอกร้อนผิดปกติ ขอให้รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นอาการบ่งบอกว่ากำลังติดเชื้อ อาการติดเชื้อเหล่านี้สามารถรักษาให้หายได้ในเวลารวดเร็วถ้าได้รับการรักษา ที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ดังนั้นอย่าได้ชะล่าใจปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไปนะค่ะ

ในปัจจุบัน    ไอแพดได้กลายเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับนำไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือ    เสริมสร้างทักษะความรู้ด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในสถานศึกษา นอกจากนี้ การใช้ไอแพดในการเรียนการสอนก็เป็นการดึงดูดความสนใจให้ผู้เรียนเกิดความ กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น
มีรายงานจากบล็อก “เอสจีนิวส์ยาฮู (sg.news.yahoo.com)” เมื่อกันยายน 2554 สถานศึกษาต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาเริ่มใช้   ไอแพดแทนตำราเรียนกันมากขึ้น เนื่องจากไอแพดมีน้ำหนักเบาทำให้สะดวกสำหรับ     ผู้เรียนในการพกพา ทั้งนี้ เขตการศึกษาในสหรัฐอเมริกากว่า 600 เขตได้เปิดตัวโครงการ “วันทูวัน (One-toOne)” เพื่อแจกไอแพดให้กับผู้เรียนคนละหนึ่งเครื่องเพื่อใช้งานในห้องเรียน ทั้งนี้ ไอแพดในสหรัฐ-อเมริกานั้นราคาประมาณ 500-600 เหรียญ หรือประมาณ 15,000 -18,000 บาท ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมีอุปกรณ์เสริมและบริการเสริมมากน้อยแค่ไหน


อย่างไรก็ตาม จากความนิยมใช้ไอแพดในการเรียนการสอนได้ผลักดันให้มีบริษัทผลิตเนื้อหาราย วิชาต่างๆ  สำหรับดาวน์โหลดลงไอแพด อย่างเช่น บริษัท “ฮอฟตันมิฟ-      ฟลินฮาร์คอร์ต (Houghton Mifflin    Harcourt)” ในบอสตัน ได้ผลิตเนื้อหาสำหรับวิชาพีชคณิต โดยคิดอัตราค่าบริการในการดาวน์โหลดเพียง 60 เหรียญ หรือประมาณ 1,800 บาท หากเปรียบเทียบกับราคาหนังสือพีชคณิตที่มีประมาณ 950 หน้าจะมีราคาอยู่ที่ 73 เหรียญ หรือประมาณ 2,200 บาท ซึ่งการดาวน์โหลดเนื้อหาวิชาประหยัดกว่าการซื้อหนังสือถึง 13 เหรียญ หรือประมาณ 400 บาท นอกจากนี้ ในสถานศึกษาบางแห่งมีความจำเป็นต้องซื้อหนังสือตำราเรียนถึง 300 เล่มให้กับผู้เรียน หากผู้บริหารสถานศึกษาพิจารณาเลือกใช้ไอแพดในการเรียนการสอนจะช่วยให้ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 4,000 เหรียญ หรือประมาณ 120,000 บาท

เรามาสำรวจ ราคา iPad เครื่องหิ้ว มาดู ราคา ไอแพด Update ล่าสุดกัน

 

Pad ( ไอแพด ) ยอดพุ่ง ราคากำลังขึ้น เพราะความต้องการที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยอดจำหน่าย ไอแพด ( iPad ) ของ แอปเปิลพุ่งเกิน 2 ล้านเครื่องในเวลาน้อยนิดการสำรวจหนึ่งในตลาดเครื่องหิ้วแห่งใหญ่ที่สุดใน กรุงเทพฯ อย่าง “ชั้น 4 มาบุญครอง” พบว่า ผู้ค้าที่จำหน่าย ไอแพด ( iPad ) คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตกระแสแรงของแอปเปิลล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกัน ไอแพดรุ่น WiFi 16GB นั้นราคาพุ่งสูงขึ้นเพราะคนต้องการมาก

ราคา iPad ในไทย ล่าสุด

  • ขณะนี้ ไอแพดเครื่องหิ้วรุ่น Wi-Fi 16GB วางจำหน่ายในราคาเฉลี่ย 22,500 บาท
  • รุ่น 32GB ราคาเฉลี่ย 26,500 บาท (ราคาในสหรัฐฯจำหน่ายที่ 499-699 เหรียญ)
  • ขณะที่รุ่น 3G 16GB ราคาเฉลี่ยราว 29,500 บาท
  • และรุ่น 32GB ราคา 31,000 บาท (จากราคาในสหรัฐฯ 629-829 เหรียญ)

“รุ่น WiFi 16GB คนหามาก ราคานี้เพิ่มขึ้นจากช่วงแรก 20,900 บาท เป็นไปตามดีมานด์ของตลาด นักศึกษาหลายคนใช้เรียนหนังสือ หมอใช้ดูเอกสาร บางคนก็ใช้เล่นหุ้นเพราะไอโฟนจอเล็กไป”

ความนิยมใน ไอแพด (iPad) ทำให้ อุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวกับไอแพดถูกวางจำหน่ายอย่างแพร่หลายมากขึ้น ทั้งปกหุ้มและซิลิโคนกันรอย สนนราคาอุปกรณ์เสริมเหล่านี้อยู่ที่ 800-1,000 บาท

สำหรับ ไอโฟน ราคาจำหน่ายของหลายร้านอยู่ในระดับใกล้เคียงกับราคาที่ยังไม่รวมภาษีมูลค่า เพิ่มของทรู และดีแทค หลายร้านแนะนำให้ลูกค้าซื้อเครื่องที่นำเข้าอย่างถูกต้องเพื่อรับบริการ ประกันเครื่องด้วย โดยราคาติดตั้งซอฟต์แวร์ใน ไอโฟน นั้นบางร้านตั้งไว้สูงถึง 700 บาท